การวิเคราะห์ความเป็นไปได้และความเหมาะสมในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการบำบัดฝุ่น PM 2.5 ในบรรยากาศ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาเพื่อนำเสนอข้อมูลการทบทวนประเภทของเทคโนโลยีในการบำบัดฝุ่น PM-2.5 ที่ใช้อยู่ทั้งใน Outdoor และ Indoor environment โดยการนำเสนอข้อดี-ข้อเสีย และข้อจำกัดของการใช้งานเพื่อตอบโจทย์สภาพปัญหาที่มีความจำเพาะเจาะจงที่เกิดขึ้นในประเทศไทย รวมถึงประสิทธิผลที่คาดว่าจะได้รับจากการดำเนินการ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจโดยภาครัฐ อีกทั้งสามารถใช้เป็นข้อมูลทางวิชาการประกอบทางเลือกในการตัดสินใจของบุคคลและประชาชนทั่วไปในการพิจารณาเลือกเทคโนโลยีในการบำบัดฝุ่น PM-2.5 ที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเพื่อลดโอกาสการได้รับสัมผัส (exposure) ส่วนบุคคล การวิจัยนี้ดำเนินการศึกษาโดยอาศัยข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) มาทำการวิเคราะห์และคำนวณในรูปแบบความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ (Benefit/Cost ratio) กำหนดพื้นที่ศึกษาคือจังหวัดกรุงเทพมหานคร และใช้ข้อมูลการตรวจวัดในช่วงเดือนมกราคม พ.ศ.2563 ถึงเดือนธันวาคม พ.ศ.2563 ผลจากการศึกษาในส่วนการใช้เทคโนโลยีภายในอาคาร พบว่า เครื่องฟอกอากาศที่ใช้ในครัวเรือนมีอัตราการดูดอากาศหรือปริมาณอากาศที่สามารถทำความสะอาดได้เฉลี่ยอยู่ที่ 258.22 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง มีขนาดห้องที่สามารถทำความสะอาดได้เฉลี่ย 43.93 ตารางเมตร และมีอัตราการใช้พลังงานในช่วงที่มีการทำงานเฉลี่ย 47.54 วัตต์ต่อชั่วโมงการทำงาน (อ้างอิงประสิทธิภาพการทำงาน 99%) เมื่อพิจารณาถึงค่าไฟฟ้าที่ต้องจ่าย ในกรณีที่ใช้เครื่องฟอกอากาศรุ่นใด ๆ ในการบำบัดฝุ่นภายในห้องขนาด 20.8 ลูกบาศก์เมตร ให้เหลือฝุ่นร้อยละ 1 จากปริมาณฝุ่นเดิม จะต้องเสียค่าไฟฟ้าในการบำบัดเฉลี่ย 120 บาทต่อเดือนต่อ 1ห้อง และพบว่าระบบบำบัดอากาศแบบใช้แผ่นกรอง HEPA ควบคู่กับชั้นกรองคาร์บอนมีประสิทธิภาพการบำบัดที่สูงและคุ้มค่าที่สุด ผลจากการศึกษาการใช้เทคโนโลยีในการบำบัดฝุ่นภายนอกอาคาร แสดงให้เห็นว่า เครื่องบำบัดอากาศภายนอกอาคารที่มีใช้อยู่ในประเทศไทยและต่างประเทศ มีประสิทธิภาพการบำบัดระหว่าง 85 – 99 % ในประเทศไทยมีอัตราการดูดอากาศ 1,500 – 120,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ในขณะที่ต่างประเทศมีค่าสูงถึง 25,000 – 1,440,000 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง ถึงแม้ผู้ผลิต/ผู้ทดสอบได้มีการระบุว่าเครื่องดังกล่าวมีประสิทธิภาพสูง แต่เมื่อนำมาคำนวณแล้วจะพบว่าสามารถกำจัด PM-2.5 ได้เพียง ร้อยละ 0.00 – 3.89 และ ร้อยละ 0.0001 – 46.68 ต่อพื้นที่การบำบัดสำหรับเครื่องบำบัดอากาศภายในประเทศและภายนอกประเทศ ตามลำดับ ทั้งนี้ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบำบัดจะขึ้นอยู่กับ Service area หากปัญหาฝุ่น PM-2.5 เกิดจากปัญหาสภาพภูมิอากาศจะส่งผลให้ Service area มีค่าสูง ดังนั้นการติดตั้งเครื่องฟอกอากาศภายนอกอาคาร จึงมีประสิทธิภาพการบำบัดที่ต่ำลง อย่างไรก็ตาม การใช้เทคโนโลยีบำบัดอากาศดังกล่าวจะมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในกรณีที่ใช้เพื่อการบำบัดฝุ่นแบบ Local Sources ที่เกิดจากการระบายของแหล่งกำเนิดโดยตรงในพื้นที่