การศึกษามลภาวะอากาศภายในอาคารและการพัฒนารูปแบบการจัดการมลภาวะอากาศภายในอาคาร ในพื้นที่เขตเมือง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ปัญหามลภาวะอากาศภายในอาคาร เป็นปัญหามลพิษที่มีความสําคัญมากขึ้น และมีแนวโน้มจะมี ความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อผู้ที่อาศัยในอาคารมากยิ่งขึ้นด้วยโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็กเล็ก และผู้มีปัญหาสุขภาพ การเฝ้าระวังคุณภาพอากาศภายในอาคาร และพัฒนารูปแบบการจัดการมลภาวะ อากาศภายในอาคารสาธารณะที่เหมาะสมจึงมีความจําเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการส่งเสริมการ พัฒนาเมืองและมีมลภาวะสูง การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลมลภาวะอากาศภายในอาคาร ผลกระทบต่อสุขภาพจากการรับสัมผัสมลภาวะอากาศภายในอาคาร และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพ อากาศภายในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยหรือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล หรือศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่เขตเมือง รวมถึงพัฒนารูปแบบและแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศ ภายในอาคารที่เหมาะสม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มอาคารศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยหรือสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบลหรือศูนย์บริการสาธารณสุข ในจังหวัดเชียงใหม่และระยอง อาคารประเภทละ 10 แห่ง รวมจํานวนทั้งหมด 20 แห่ง โดยมีการตรวจวัดคุณภาพอากาศภายในอาคาร อาคารละ 2 จุด และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบและแนวทางการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารที่ เหมาะสมสําหรับอาคารตัวอย่างแต่ละประเภทผลการตรวจวัดคุณภาพอากาศ ได้แก่ อุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์ และการเคลื่อนที่ของอากาศ อนุภาคที่มีขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (ฝุ่นพีเอ็ม 2.5) อนุภาคที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (ฝุ่นพีเอ็ม 10) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซโอโซน ก๊าซฟอร์มาลดีไฮด์ สารประกอบอินทรีย์ ระเหยง่ายทั้งหมด เชื้อแบคทีเรียรวม และเชื้อรารวม พบว่า อาคารทุกแห่งมีปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และ ฝุ่นพีเอ็ม 10 สูงเกินมาตรฐาน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพตําบลสูงเกินมาตรฐาน 1 และ 2 แห่ง ตามลําดับ เชื้อแบคทีเรียรวมในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลสูงเกินมาตรฐาน 8 และ 4 แห่ง ตามลําดับ และเชื้อรารวมในอาคาร ศูนย์พัฒนาเด็กปฐมวัยและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลสูงเกินมาตรฐาน 4 และ 3 แห่ง ตามลําดับ ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการคุณภาพอากาศโดยการสร้างห้องปลอดฝุ่นด้วยการสร้างห้องความดันบวก โดยการคํานวณปริมาตรห้องและอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศเพื่อพิจารณาขนาดเครื่องฟอกอากาศและ เครื่องเติมอากาศที่เหมาะสมสําหรับแต่ละห้อง พบว่า ปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 และฝุ่นพีเอ็ม 10 รวมถึง พารามิเตอร์อื่นๆ ลดลงจนถึงระดับที่เป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพอากาศภายในอาคาร แสดงให้เห็นว่า รูปแบบการจัดการคุณภาพอากาศภายในอาคารโดยการสร้างห้องปลอดฝุ่นที่จําเพาะกับปัญหาและลักษณะ ของอาคารมีประสิทธิภาพ ผลจากงานวิจัยนี้สามารถนําไปสร้างเป็นกรณีตัวอย่างสําหรับอาคารศูนย์พัฒนา เด็กปฐมวัยและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลอื่นๆ ที่มีปัญหาคุณภาพอากาศ ให้สามารถจัดการคุณภาพ อากาศภายในอาคารได้อย่างเหมาะสม ซึ่งจะเป็นผลดีต่อสุขภาพของผู้ท่ีอาศัยภายในอาคารด้วย