ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารกับคุณภาพอากาศภายในอาคารหน่วยงานราชการ จ.พิษณุโลก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารกับคุณภาพอากาศภายในอาคาร โดยศึกษาคุณภาพอากาศภายในอาคาร ได้แก่ ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน (PM2.5) และฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10) ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในอาคารหน่วยงานราชการ จ.พิษณุโลก ผลงานวิจัยพบว่า ความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 และ PM10 ภายในอาคารมีค่าอยู่ในช่วง 41.5 – 57.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ 66.3 – 130.1 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ตามลําดับ ส่วนก๊าซ CO และ CO2 ในจุดเก็บตัวอย่างมีค่าใกล้เคียงกัน คือ มีค่าอยู่ในช่วง 8.5-34.7 ppm และ 480.5-1450.7 ppm ตามลําดับ เมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน คุณภาพอากาศตามค่าแนะนําของสํานักอนามัยสิ่งแวดล้อมปี 2559 พบว่า PM2.5 PM10 และ CO ทุกจุดเก็บ ตัวอย่างมีค่าเกินมาตรฐานที่กําหนดไว้ที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และ 9 ppm ตามลําดับ การสํารวจอาการป่วยเหตุอาคารของบุคลากรในอาคารหน่วยงานราชการ กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรที่ทํางานในห้องที่มีเครื่องถ่ายเอกสาร และกลุ่มเปรียบเทียบคือบุคลากรที่ทํางานในห้องที่ไม่มีเครื่องถ่ายเอกสารโดยเก็บแบบสอบข้อมูลการเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มอาการป่วยเหตุอาคาร เพื่อทําการเปรียบเทียบอาการเจ็บป่วยจากอาคารของกลุ่มศึกษา และกลุ่มเปรียบเทียบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ, Chi - squares test ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มอาการป่วยเหตุอาคารในบุคลากรที่พบมากที่สุดคืออาการแพ้ฝุ่นละอองโดยบุคลากรที่ทํางานในห้องที่มีเครื่องถ่ายเอกสาร รองลงมาคือผื่นแพ้ผิวหนัง และปวดศรีษะไมเกรนตามลําดับ ซึ่งแตกต่างจากบุคลากรที่ทํางานในห้องที่ไม่มีเครื่องถ่ายเอกสาร และจากการศึกษาความสัมพันธ์ของการเกิดอาการของโรคการเจ็บป่วยจากอาคาร พบว่า ผู้ที่มีกลุ่มอาการผื่นจากการแพ้ฝุ่นละออง มีความสัมพันธ์กับการปฏิบัติงานของกลุ่มศึกษา และกลุ่มเปรียบเทียบ อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ p-value < 0.05