การศึกษารูปแบบการจัดการมลพิษทางอากาศและการประเมินผลกระทบต่อสุขภาพที่เกิดจากการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สถานการณ์ปัญหามลพิษทางอากาศในรูปของฝุ่นละอองขนาดเล็ก เป็นหนึ่งในปัญหาทาง สิ่งแวดล้อมที่ยังคงมีความรุนแรงอย่างมากในหลายพื้นที่ของประเทศไทย และมีแนวโน้มจัดการได้ยาก เนื่องจากมีแหล่งกําเนิดที่หลากหลาย และสามารถก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการ ที่ก่อให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ ปัจจัยที่มีผลต่อการจัดการ และ การประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพจากการรับสัมผัส เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการมลพิษทางอากาศจาก ฝุ่นละอองขนาดเล็กท่ีเหมาะสม เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ทั้งจากการสํารวจ สัมภาษณ์ และการตรวจวัด ฝุ่นละอองขนาดเล็กในบรรยากาศโดยรอบและภายในสถานประกอบการ ในกิจการ 3 ประเภท ประกอบด้วย กิจการการตาก สะสม ขนถ่าย การผลิต หรือแบ่งบรรจุแป้งมันสําปะหลัง (โรงงานแป้งมัน) กิจการการบด ย่อย ผสมซีเมนต์ หิน ดิน ทราย วัสดุก่อสร้าง หรือวัตถุที่คล้ายคลึง (โรงโม่หินและผสมซีเมนต์) และ กิจการสีข้าว นวดข้าวด้วยเครื่องจักร (โรงสีข้าว) กิจการละ 10 แห่ง รวม 30 แห่ง รวมถึงการศึกษาผลกระทบต่อ ชุมชน และแนวทางการจัดการข้อร้องเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชลบุรี ระยอง ลพบุรี และอ่างทอง พบว่า ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในบรรยากาศ ทั้งปริมาณฝุ่นละอองรวม (TSP) และฝุ่นขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน (PM10) และฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีค่าต่ํากว่า ค่ามาตรฐานในบรรยากาศของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม พบว่าพื้นที่บริเวณริมรั้วของโรงโม่หินและผสม ซีเมนต์ จํานวน 4 แห่ง (ร้อยละ 40) โรงสีข้าว จํานวน 4 แห่ง (ร้อยละ 40) และโรงงานแป้งมัน จํานวน 2 แห่ง (ร้อยละ 20) มีค่าสูง โดยโรงโม่หินและผสมซีเมนต์มีแนวโน้มที่มีฝุ่นละอองในปริมาณที่สูงกว่ากิจการ ประเภทอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่บริเวณริมรั้ว จากการทดสอบทางสถิติด้วย T-Test และ One-way ANOVA พบว่าปริมาณฝุ่นละอองบริเวณริมรั้ว มีปริมาณที่แตกต่างจากปริมาณฝุ่นละอองที่ตรวจพบบริเวณ ต้นลมและท้ายลมอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ (p=0.05) ซึ่งควรมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ด้านฝุ่นละออง ขนาดเล็กภายในพื้นที่ทํางาน พบว่า ปริมาณฝุ่นละอองที่สามารถหายใจเข้าไปได้ (Inhalable particles) และ ฝุ่นละอองที่อาจสูดเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจได้ (Respirable particles) มีแนวโน้มที่มีปริมาณฝุ่นละออง สูงกว่าปริมาณฝุ่นละอองที่พบภายนอกโรงงาน แต่ไม่เกินมาตรฐานที่แนะนําโดย OSHA และจากตรวจวัด ทิศทางลม ความเร็วลม และการประยุกต์ใช้สมการ Conditional Probability Function (CPF) เพื่อการ ประเมินแหล่งกําเนิด โดยวิเคราะห์หาแนวโน้มแหล่งที่มาของฝุ่น พบว่า ชุมชนท้ายลมที่ได้รับอิทธิพลจาก ฝุ่นละอองขนาดเล็กจากสถานประกอบการมีเพียง 47% ของพื้นที่ทั้งหมด (14 แห่งจากทั้งหมด 30 แห่ง) ด้านปัญหาสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน จํานวน 216 คน พบว่า คนงานส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดงที่เกี่ยวกับ การได้รับสัมผัสกับฝุ่นละออง หรือมีบ้างแต่ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง พบว่าคนงานส่วนในใหญ่ใช้อุปกรณ์ ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (ร้อยละ 67 ร้อยละ 82 และร้อยละ 72 สําหรับโรงงานแป้งมัน โรงโม่หินและผสม ซีเมนต์ และกิจการโรงสีข้าว ตามลําดับ) และจากการทดสอบด้วยสถิติ Chi-Square พบว่า อายุการทํางาน และการเจ็บป่วยไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ซึ่งหมายความว่าการเจ็บป่วยของคนงาน ไม่ขึ้นอยู่กับอายุงาน สําหรับผลการสํารวจปัญหาสุขภาพของประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบสถานประกอบ กิจการ จํานวน 782 คน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีอาการแสดงที่เกี่ยวกับการได้รับสัมผัสกับฝุ่นละออง หรือมีบ้างแต่อาการไม่รุนแรง และจากการหาความสัมพันธ์ระหว่างอายุ ระยะทางจากโรงงาน และการเจ็บป่วย ด้วยสถิติ Chi-Square พบว่าไม่มีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ ด้านการ้องเรียนเหตุเดือนร้อน รําคาญ พบว่า มีการร้องเรียนผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพียง 2 แห่ง (ร้อยละ 6.9) ดา้ นผลการประเมิน ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานในโรงงาน พบว่า ค่าดัชนีความเป็นอันตราย (HI) มีค่าไม่เกิน 1 แสดงว่า มีความเสี่ยงที่ยอมรับได้ หรืออาจกล่าวได้ว่าปริมาณฝุ่นละอองที่คนงานได้รับสัมผัสขณะทํางานไม่เป็น อันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแบบสอบถาม ส่วนผลการประเมินความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน ที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียง พบว่า มีบางโรงงานที่มีค่า HI เกิน 1 โดยกิจการที่มีค่า HI เกิน 1 คือ กิจการโรงงาน แป้งมันสําปะหลัง จํานวน 1 โรงงาน และกิจการโรงสีข้าว จํานวน 2 โรงงาน ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังความเสี่ยง อย่างต่อเนื่อง ดา้ นการกําหนดรูปแบบหลักเกณฑ์ และแนวทางที่เหมาะสม ประกอบด้วย 4 ส่วนหลัก คือ (1) เกณฑ์แนะนําสําหรับผู้ประกอบการในการควบคุมฝุ่นละอองที่แหล่งกําเนิด (2) การเฝ้าระวังและการติดตาม (3) แนวทางการดําเนินการเมื่อเกิดเหตุร้องเรียน และ (4) การส่งเสริมในการปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่าง ต่อเนื่องคําสําคัญ (keywords) : มลพิษทางอากาศ, การประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ, กิจการที่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพ, พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535