การศึกษาปริมาณความต้องการน้ำและวิธีการให้น้ำที่เหมาะสมสำหรับทุเรียนพันธุ์หมอนทอง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาปริมาณความต้องการน้ำของทุเรียนพันธุ์หมอนทอง อายุ 7 ปี ในแปลงปลูกของเกษตรกรอำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินปริมาณการใช้น้ำของต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทอง สำหรับใช้เป็นข้อมูลในการจัดการน้ำในสวนทุเรียนอย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการของทุเรียน โดยการติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศในแปลงทดลอง บันทึกปริมาณการใช้นํ้าของพืชอ้างอิง (reference evapotranspiration, ETo) และค่าสัมประสิทธิ์การใช้น้ำ (Crop coefficient, Kc) ของทุเรียน โดยเดือนเมษายน มีค่าเท่ากับ 0.75 แล้วนำมาคำนวณตามสมการของ Penman-Monteith (Allen et al., 1998). และการประเมินการใช้น้ำของทุเรียนจากข้อมูลการเคลื่อนที่ของน้ำในลำต้นทุเรียน (sap flow) โดยการติดตั้งหัวตรวจวัดการเคลื่อนที่ของน้ำในลำต้นทุเรียน (sap flow) ที่ระดับความสูงจากพื้นดิน 50 เซนติเมตร ทำการเก็บข้อมูลทุก 30 นาที ผลการทดลองพบว่า ปริมาณการใช้น้ำของต้นทุเรียนพันธุ์หมอนทองที่คำนวณจากค่า ETo มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 30-270 ลิตรต่อวัน ส่วนปริมาณการใช้น้ำที่ประเมินจาก sap flow มีค่าเฉลี่ย 100-270 ลิตรต่อวัน โดยปริมาณการใช้น้ำของทุเรียนมีความสัมพันธ์กับค่าปริมาณไอน้ำที่อากาศสามารถรับเพิ่มได้ (vapor pressure deficit, VPD) และความชื้นในดิน แสดงให้เห็นว่าปริมาณการใช้น้ำของต้นทุเรียนมีค่ามากในช่วงที่อากาศมีค่า VPD ต่ำ และมีความชื้นในดินสูง จากการศึกษารูปแบบวิธีการให้น้ำที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในสวนทุเรียน พบว่าระบบการให้แบบสปริงเกอร์มีความยาวของกิ่งที่เกิดใหม่ เส้นผ่าศูนย์กลางของกิ่งที่เกิดใหม่ ความยาวของใบ ความกว้างของใบ และคลอโรฟิลล์ในใบทุเรียนมากที่สุด แต่ไม่มีค่าแตกต่างทางสถิติกับระบบการให้น้ำแบบฉีดฝอย จะเห็นได้ว่าสามารถใช้ระบบการให้น้ำแบบฉีดฝอยแทนระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ ทำให้ประหยัดปริมาณน้ำที่ให้กับต้นทุเรียนได้