การประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศเพื่อศึกษาการเกิดภัยธรรมชาติรุนแรงและผลกระทบต่อมนุษย์และสภาพแวดล้อมในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อภาษาไทยวัตถุประสงค์หลักของการศึกษานี้ คือ (1) เพื่อประยุกต์เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในการศึกษาภัยธรรมชาติรุนแรงในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ (2) เพื่อจัดท าแผนที่ไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่ และประเมินผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อมนุษย์และสภาพแวดล้อม (3) เพื่อก าหนดสาเหตุ ปัจจัยสนับสนุน และจัดท าแผนที่เสี่ยงต่อการเกิดไฟป่าในจังหวัดเชียงใหม่ และ (4) เพื่อก าหนดสาเหตุ ปัจจัยสนับสนุน และจัดท าแผนที่เสี่ยงต่อการเกิดเหตุการณ์น้ าท่วมรุนแรงในจังหวัดนครราชสีมาผลการศึกษาจากโครงการที่ 1 พบว่าจ านวนจุดไฟจะปรากฏมากที่สุดในเดือนมีนาคมและเดือนกุมภาพันธ์ โดยจ านวนจุดไฟตลอดฤดูกาล จะมีค่าผันแปรตามปีที่ศึกษาอย่างส าคัญ โดยปี พ.ศ. 2555พบมากที่สุด (371 จุด) ขณะที่ปี พ.ศ. 2554 พบจุดไฟเกิดน้อยที่สุด (74 จุด) ส่วนใหญ่มักเกิดในที่สูง(อาทิ > 800 เมตร) และพื้นที่ซึ่งมีความลาดชันสูง (อาทิ >25%) ซึ่งปกติมักจะเป็นเขตป่าไม้สมบูรณ์อันอาจส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติได้ โดยจุดไฟมักพบอยู่ในเขตของป่าเบญจพรรณมากที่สุด (53.9%) ตามด้วยพื้นที่เกษตรกรรม (23.8%) และป่าสมบูรณ์ (16.2%) และผลการวิเคราะห์ความเสี่ยงการเกิดจุดไฟโดยแบบจ าลอง FR พบพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัดมีความเสี่ยงสูง (ประมาณ28.38%) หรือค่อนข้างสูง (ประมาณ 36.06%) ในขณะที่พื้นที่ซึ่งมีความเสี่ยงต่ าหรือค่อนข้างต่ าจะมีอยู่ประมาณ 35.56% ของพื้นที่เท่านั้น (ที่ระดับความถูกต้อง 75.88%)ผลการศึกษาจากโครงการที่ 2 พบว่าดัชนีคุณภาพอากาศ NDAI ที่พัฒนาขึ้นมีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงเป็นอย่างสูงกับค่า PM10 อ้างอิงที่ใช้ (R2= 0.661) และแผนที่ความเข้มของ PM10 ที่สร้างมาจากดัชนี NDAI ระดับจังหวัดมีค่าความถูกต้องสูง (มีระดับความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยประมาณ 18%) และสามารถน าพัฒนาเป็นแผนที่คุณภาพอากาศ (AQI map) ส าหรับใช้ในการเตือนภัยเชิงสุขภาพให้กับประชาชนในจังหวัดได้อย่างรวดเร็วและเป็นปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพผลการศึกษาจากโครงการที่ 3 พบว่าสาเหตุหลักของการเกิดน้ าท่วมรุนแรงใน จ.นครราชสีมาคือการมีปริมาณฝนมากผิดปกติ และการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการใช้ประโยชน์ที่ดิน/สิ่งปกคลุมดิน(อาทิการขยายตัวของพื้นที่เมืองและชุมชนหรือการลดลงของพื้นที่นาข้าวซึ่งเป็นที่ลุ่ม) ซึ่งเอื้อต่อการเกิดภาวะน้ าท่วมรุนแรงได้ง่ายขึ้น โดยพบว่าในเขตลุ่มน้ าล าตะคองพื้นที่ที่มีความเสี่ยงการเกิดภาวะน้ าท่วมรุนแรงจ าแนกตามระดับคือ ต่ ามาก (37.97%) ต่ า (30.54%) ปานกลาง (15.84%) สูง (7.38%)และ สูงมาก (8.27%) ตามล าดับ ทั้งนี้ พื้นที่ซึ่งมีระดับความเสี่ยงสูง/สูงมากมักปรากฏกระจุกตัวกันอยู่ตามที่ราบลุ่มใกล้ตัวล าน้ าหลัก (คือแม่น้ ามูลและล าน้ าสาขา)