ระบบกรีดยางแนวใหม่ต่อการเพิ่มคุณภาพของน้ำยางพารา
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การใช้สารเร่งซึ่งเป็นสารเคมีในกลุ่ม ethephon เพื่อการเพิ่มผลผลิตเป็นวิธีการที่มีการใช้อย่างแพร่หลายและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักของการใช้สารเร่งคือการใช้ในปริมาณที่มากเกินไปซึ่งส่งผลเสียต่อต้นยางในระยะยาวโดยอาจนำไปสู่การเกิดอาการหน้ายางแห้ง (Tapping panel dryness, TPD) การใช้ระบบการกรีดแบบสลับหน้า (Double cut alternative system, DCA) เป็นอีกแนวทางหนึ่งที่มุ่งเน้นการเพิ่มระยะเวลาการพักหน้ากรีดเพื่อให้ต้นยางมีช่วงเวลาในการสังเคราะห์น้ำยางขึ้นใหม่มากขึ้น ซึ่งจะช่วยในการเพิ่มผลผลิตต่อครั้งของการกรีด อย่างไรก็ตามยังไม่มีการศึกษาถึงผลของการเพิ่มผลผลิตน้ำยางจากทั้งสองวิธีนี้ต่อคุณภาพของยางพาราที่ผลิตได้ จากการศึกษาองค์ประกอบไขมันซึ่งเป็นสารกลุ่ม non-isoprene component หลักกลุ่มหนึ่งที่มีบทบาทต่อสมบัติที่พิเศษของยางธรรมชาติในตัวอย่างยางพาราพันธุ์ RRIM600 ที่ได้จากการใช้สารเร่งและระบบการกรีดแบบสลับหน้าใน 1 ปีแรกพบว่า ระบบการกรีดแบบสลับหน้า (1/2S DCA และ 1/3S DCA) และการใช้สารเร่งอย่างเหมาะสม (2.5% Ethephon ปริมาณ 0.8 กรัม/ต้น จำนวน 4 ครั้งต่อปี) มีผลต่อการเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อหน้ากรีด และ ผลผลิตต่อครั้งการกรีดอย่างมีนัยสำคัญตามลำดับเมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม โดยไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงปริมาณองค์ประกอบไขมัน รวมไปถึงสมบัติทางกายภาพและโครงสร้างของยางแผ่นดิบที่เตรียมจากน้ำยางพันธุ์เดียวกัน (P0 และ PRI)