Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2556

แนวทางการแก้ปัญหาความถดถอยของการออมภาคครัวเรือนเกษตรในเขตจังหวัดนครสวรรค์

นางสาวชุณษิตา นาคภพ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ พ.ศ. 2556

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การวิจัยในครั้งนี้เป็นการศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาความถดถอยของการออมภาคครัวเรือนเกษตรในเขตจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาภาวะเศรษฐกิจ และสังคมของครัวเรือนเกษตรกร 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออมของครัวเรือนเกษตร 3) เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาการออมที่เหมาะสมของครัวเรือนเกษตร โดยแจกแบบสอบถามจำนวน 400 กลุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง คือ ผู้ตอบแบบสอบถามนับเฉพาะครัวเรือนเกษตรที่มีถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ จากนั้นทำการเลือกตัวอย่างแบบบังเอิญเพื่อรวบรวมข้อมูลทั่วไป และสภาพพื้นฐานทางเศรษฐกิจ และสังคมของครัวเรือนเกษตรในเขตจังหวัดนครสวรรค์จากนั้น นำข้อมูลที่รวบรวมมาทำการวิเคราะห์ และตรวจสอบว่าตรงตามโมเดลการออมของครัวเรือนเกษตรที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น โดยการวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยทางเศรษฐกิจ และสังคมที่มีผลต่อการออมของครัวเรือนเกษตร โดยใช้การวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ประมวลผลข้อมูลการหาสมการถดถอยด้วยวิธีแบบปกติ (Enter) เพื่อค้นหาองค์ประกอบที่ส่งผลต่อการออม จากนั้นวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise) เพื่อค้นหาองค์ประกอบที่ดีที่สุดที่ส่งผลต่อการออมที่ระดับความเชื่อมั่น 95% เพื่อหาแบบจำลองที่ดีที่สุดในการอธิบายปัจจัยที่ส่งผลต่อการออม ต่อมาผู้วิจัยนำผลที่ได้จากแบบสอบถาม และผลการวิเคราะห์ ปัจจัยที่ส่งผลต่อการออมตามโมเดลการออมมากำหนดมาตรการระยะสั้น โดยเน้นการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อเป็นต้นแบบในการแก้ไขปัญหาการออมถดถอยของครัวเรือนเกษตรในเขตจังหวัดนครสวรรค์ตามบริบทพื้นที่ของแต่ละชุมชน ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นบุคคลในครัวเรือน เพศหญิง อายุอยู่ระหว่าง 36-45 ปี สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา คือ ประถมศึกษา สมาชิกในครัวเรือนส่วนใหญ่เป็นวัยแรงงาน 15 - 49 ปีมีที่ดินเป็นของตนเอง อาชีพหลัก คือ เกษตร ครัวเรือนส่วนใหญ่ไม่มีอาชีพเสริม รายได้ที่เกิดจากอาชีพหลักไม่ต่อเนื่องตลอดปี เมื่อทำการเปรียบเทียบรายได้ และค่าใช้จ่ายของครัวเรือน พบว่า ส่วนใหญ่มีรายได้ "น้อยกว่า" รายจ่าย เมื่อรายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่ายของครัวเรือนจะนำเงินออมออกมาใช้ รายได้โดยเฉลี่ยของครัวเรือนรวมเป็นเงิน 52,791.43 บาทต่อเดือน โดยแบ่งออกเป็นรายได้จากอาชีพหลักเป็นเงิน 47,122.86 บาทต่อเดือน และรายได้จากอาชีพเสริมเป็นเงิน 5,668.57 บาทต่อเดือน รายจ่ายโดยเฉลี่ยของครัวเรือนรวมเป็นเงิน 53,138.51 บาทต่อเดือน โดยแบ่งออกเป็น รายจ่ายในภาคการเกษตรเป็นเงิน 45,668.77 บาทต่อเดือน โดยมีค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ย และยาฆ่าแมลงมากที่สุด และรายจ่ายนอกภาคเกษตรเป็นเงิน 7,469.74 บาทต่อเดือน โดยมีค่าใช้จ่ายด้านอาหารเป็นเงิน 3,426.86 บาทต่อเดือนมากที่สุด ครัวเรือนส่วนใหญ่มีภาระหนี้สิน และมีความต้องการเงินกู้ยืมเพื่อใช้ในการเกษตร โดยส่วนใหญ่กู้ยืมมาจากธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร และส่วนใหญ่ก่อหนี้ในระยะสั้นภายใน 1 ปี ครัวเรือนมีเงินออม แต่มีระยะเวลาการออมที่ไม่แน่นอน ปริมาณเงินออมของครัวเรือนอยู่ระหว่าง 1,000 - 5,000 บาท และส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกของกลุ่มการออม วัตถุประสงค์การออมเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในอนาคต มีอัตราการออมเงินเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีวินัยในการออมเพิ่มมากขึ้น และเหตุผลที่ทำให้การออมลดลง คือ รายได้ลดลง ปัญหา และอุปสรรคที่ส่งผลกระทบต่อการออมของครัวเรือนเกษตรด้านรายได้ คือ ราคาผลผลิตตกต่ำ ส่วนด้านรายจ่าย คือ ปุ๋ย / ยาฆ่าแมลงราคาแพง และน้ำมันราคาแพง และด้านการขยายโอกาสของครัวเรือน ขาดการรวมกลุ่มทางอาชีพของชุมชน เช่น วิสาหกิจชุมชน 2) ผลการทดสอบการถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ระหว่างตัวแปรอิสระทั้ง 5 ตัว ได้แก่ อายุ (A) จ านวนสมาชิกในวัยพึ่งพิง (N) รายได้รวมของครัวเรือนเกษตร (Y) รายจ่ายรวมของครัวเรือนเกษตร (C) และหนี้สินของครัวเรือนเกษตร (D) และตัวแปรตาม คือ การออมของครัวเรือนเกษตร (S) ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบปกติ (Enter) เพื่อค้นหาตัวแปรอิสระที่ส่งผลต่อการออม พบว่า ตัวแปรอิสระทั้งหมด 5 ตัว ร่วมกันพยากรณ์การออมได้ร้อยละ 49.20 โดยตัวแปรอิสระที่ส่งผลการออมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีจำนวน 2 ตัว คือรายได้รวมของครัวเรือนเกษตร (Y) และรายจ่ายรวมของครัวเรือนเกษตร (C) โดยที่รายได้รวมของครัวเรือนเกษตรมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกับการออม แต่รายจ่ายรวมของครัวเรือนเกษตรมีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้ามกับการออม ส่วนตัวแปรอิสระที่ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติมีจำนวน 3 ปัจจัย ได้แก่ อายุ (A) จำนวนสมาชิกในวัยพึ่งพิง (N) และหนี้สินของครัวเรือนเกษตร (D) จากนั้นดำเนินการทดสอบ ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise) เพื่อค้นหาตัวแปรอิสระที่ดีที่สุดที่ส่งต่อการออม พบว่า ตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 2 ตัว คือ รายได้รวมของครัวเรือนเกษตร (Y) และ รายจ่ายรวมของครัวเรือนเกษตร (C) ร่วมกันพยากรณ์การออมได้ร้อยละ 47.60 3) เพื่อหาแนวทางการแก้ปัญหาการออมที่เหมาะสมของครัวเรือนเกษตรในเขต จังหวัดนครสวรรค์ผลการศึกษาตามวัตถุประสงค์การวิจัยข้อที่ 2 พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการออม ได้แก่ รายได้รวมของครัวเรือนเกษตร (Y) และรายจ่ายรวมของครัวเรือนเกษตร (C) คณะผู้วิจัยจึงได้ประชุมร่วมกันถึงแนวทางการปฏิบัติงานระยะสั้น เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาไปสู่การส่งเสริมการออมที่เหมาะสมกับครัวเรือนเกษตรในเขตจังหวัดนครสวรรค์ คณะผู้วิจัยได้กำหนดโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการขึ้นมาจำนวน 2 โครงการ คือ 1) โครงการส่งเสริมอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครัวเรือนเกษตร และ 2) โครงการบัญชีครัวเรือนเพื่อสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายของครัวเรือน ผลจากการวิเคราะห์ ชุมชนหลังโครงการ 45 วัน พบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการมีรายได้จากอาชีพเสริมเพิ่มขึ้น แม้ว่าจะยังขาดทักษะในด้านการคิดต้นทุนต่อหน่วยในการผลิตสินค้า แต่รายได้เสริมที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้ครัวเรือนใช้เวลาว่างจากระหว่างการรอเก็บเกี่ยวให้เป็นประโยชน์ และช่วยลดจำนวนผู้พึ่งพิงของครัวเรือน ทำให้เกิดการออมของครัวเรือนเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้การให้ความรู้แก่ครัวเรือนในเรื่องของบัญชีครัวเรือนเป็นเรื่องที่ควรได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการสะท้อนถึงค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของครัวเรือนถึงรายจ่ายที่จำเป็น และไม่จำเป็น เพื่อให้ครัวเรือนสามารถวางแผนการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นของครัวเรือนทั้งรายจ่ายในส่วนของภาคเกษตร และนอกภาคเกษตร ซึ่งจะให้ทำให้อัตราการออมของครัวเรือนเกษตรในอนาคตเพิ่มสูงขึ้น และทำให้ฐานะความเป็นอยู่ของภาคเกษตรดีขึ้น ลดการกู้ยืมหนี้สิน ส่งเสริมให้ครัวเรือนเกษตรสามารถพึ่งพาตนเองได้ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการแก้ไขปัญหาภาคเกษตรอย่างแท้จริง

คำสำคัญ

หมายถึงเช่นหรือความยืดหยุ่นเป็นต้นอาทิเช่นทำนาการถือสินทรัพย์ทางการเงินในรูปแบบต่างการวัดอัตราการเปลี่ยนแปลงปริมาณเงินออมครัวเรือนที่มีสมาชิกคนใดคนหนึ่งหรือหลายคนที่ประกอบอาชีพทางการเกษตรครัวเรือนในภาคเกษตรความยืดหยุ่นของการออมของครัวเรือนในภาคเกษตรโดยบุคคลเหล่านี้อาจจะเป็นสามีภรรยาหรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับทางสายโลหิตหรืออาศัยอยู่ร่วมกันแต่สามารถประเมินค่าออกมาเป็นตัวเงินได้ทำปศุสัตว์ทำไร่ทำสวนที่เป็นตัวเงินโดยเฉลี่ยต่อเดือนแทนที่จะเป็นเงินผลตอบแทนที่ได้รับเป็นผลประโยชน์ในรูปอื่นๆผลรวมของรายจ่ายของสมาขิกทุกคนในรัวเรือนภาคเกษตรที่เป็นรายจ่ายในรูปตัวเงินผู้ประกอบธุรกิจส่วนตัวพืชผลทางการเกษตรที่ได้รับเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่าเมื่อรายได้เปลี่ยนแปลงรวมทั้งผลประโยชน์ตอบแทนอื่นรวมทั้งรายจ่ายในลักษณะการออมทรัพย์รายจ่ายของครัวเรือนในภาคเกษตรรายจ่ายในการอุปโภคและบริโภคสินค้าและบริการต่างรายได้ที่เป็นตัวเงินรายได้ที่ไม่เป็นตัวเงินรายได้สุทธิโดยเฉลี่ยต่อเดือนจากการทำการเกษตรของผู้ที่มีสภาพการทำงานเป็นนายจ้างและประมงและมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นหัวหน้าครัวเรือนหรือผู้ที่ร่วมกลุ่มทำงาน

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

แนวทางการแก้ปัญหาความถดถอยของการออมภาคครัวเรือนเกษตรในเขตจังหวัดนครสวรรค์

ชุณษิตา นาคภพ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ พ.ศ. 2559

รูปแบบการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนของครัวเรือนในเขตพื้นที่ตำบลหนองเม็ก อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม

ธันยชนก ปะวะละ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2560

การแก้ไขปัญหาความยากจนแบบเบ็ดเสร็จและแม่นยำในจังหวัดสกลนคร

มาลี ศรีพรหม หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) พ.ศ. 2563

การอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งอาหารบนฐานทรัพยากรธรรมชาติภายในชุมชนบ้านหนองเม็ก ตำบลหนองเม็ก อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคาม

นุจรี ใจประนบ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม พ.ศ. 2560

แนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้สินของครัวเรือนภาคการเกษตรในจังหวัดเพชรบูรณ์

สุพิชชา โชติกำจร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2558

ภาวะความยากจนและคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเกษตรกรในเขตจังหวัดเพชรบูรณ์

สุพิชชา โชติกำจร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ พ.ศ. 2560

นวัตกรรมการจัดการหนี้ครัวเรือนของเกษตรกร เพื่อลดความเหลื่อมล้ำตามแนวทางฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากประชารัฐโมเดล จังหวัดลำพูน

นายนฤพันธ์ สมเจริญ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. 2564

การพยากรณ์การตัดสินใจรักษาพื้นที่ปลูกทุเรียนของเกษตรกรในจังหวัดนนทบุรีโดยใช้สมการถดถอยพหุคูณ

สมชาย สมโภชพิสุทธิ์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ พ.ศ. 2563

การพัฒนาศักยภาพศูนย์จำหน่ายสินค้าเกษตรชุมชน จังหวัดศรีสะเกษ

เกษม เปนาละวัด มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ พ.ศ. 2564

แนวทางการส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงโคขุน เพื่อเสริมสร้างเศรษฐกิจฐานราก โดยเกษตรกรมีส่วนร่วม ตำบลบ่อแก้ว อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน

เดช ธิเขียว สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2565