การใช้สารทำความเย็นที่ไม่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพื่อลดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และ การลดใช้พลังงานจากการใช้เครื่องปรับอากาศแบบยั่งยืน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้เพื่อหาความแตกต่างของการใช้พลังงานของสารทำความเย็นของ เครื่องปรับอากาศที่ใช้สารทำความเย็น HCFC และ NON CFC โดยกำหนดพื้นที่คุณหภูมิและเวลา โดยใช้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลการใช้พลังงานไฟฟ้าระบบดิจิตอลแบบบบันทึกข้อมูลพร้อมทั้ง โปรแกรมสำเร็จรูปเฉพาะทางโดยศึกษาจากการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ ด้วยวิธีการของ PAR(Participatory Action Research) แบบมีส่วนร่วม โดขรวบรวมข้อมูลจากกรณีศึกษา โครงงานวิจัย จำนวน 5 กรณีศึกษา การใช้สารทำความที่ไม่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน เพื่อลด คาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจากการใช้เครื่องปรับอากาศ แบบขังขืนโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการที่เน้นการมีส่วนร่วมอย่างเข็มขั้น โดยดำเนิน การศึกษา 1. กรณีศึกษา โรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การศึกษาเอกชน (สช.) 2. กรณีศึกษา สำนักงานวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการ อาชีวศึกษา 3. กรณีศึกษา เทศบาลตำบลบ้านเพ อ.เมือง จ.ระของ 4. กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบางดูรัด อ. บางบัวทอง จ.นนทบุรี 5. กรณีศึกษา องค์การบริหารส่วนตำบลบางบัวทอง อ.มางบัวทอง จ.นนทบุรี จากผลการวิจัยพบว่า จากการปรับเปลี่ยนสารทำความเย็นที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศและไม่ เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ที่เน้นการมีส่วนร่วมอย่างเข็ม ขั้น กรณีศึกษาทั้ง 5 กรณีศึกษาโดย ดำเนินการติดตั้งเครื่องมือวัดกิโลวัตต์มิเตอร์ จำนวน 97 เครื่อง สำหรับเครื่องที่ทำการปรับเปลี่ยนสารทำความเข็น 71 เครื่อง และเครื่องที่ใช้สารทำความเข็นชนิด เดิม 26 เครื่อง จากการปรับเปลี่ยนสารทำความเข็นจำนวน 71 เครื่อง ผลการวิเค่ราะห์ขอมูลปรากฏ ว่า สามารถลดพลังงานในภาพรวมได้เฉลี่ยร้อยละ 21.684 และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้ 1,374,400.00 Kg Co2 คิดเป็น 1,374.40 (Co2การวิเคราะห์ข้อมูล การมีส่วนร่วมของหน่วยราชการ ชุมชน ประชาชน ในการปรับเปลี่ยนสารทำความเข็นที่ไม่ทำลายชั้นบรรยากาศและ ไม่เป็นสาเหตุของภาวะโลกร้อน โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ที่เน้นการมีส่วนร่วมอย่างเข็มขึ้น ( Participatory Action Research) ผลการวิเคราะห์การมีส่วนร่วม ปรากฏว่า การดำเนินการขององค์กรที่มีความเข็มแข็งทาง ภาคเอกชน มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ดังกรณีศึกษาโรงเรียนอัสสัมชัญ แผนกประถมด้านการ บริหารองค์กร การบริหารด้านพลังงานสิ่งแวดล้อม การจัดกิจกรรมให้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่าง ทั่วถึง การรับรู้เข้าใจในสภาพองค์กรสากล ศักขภาพการบริหารงานที่มั่นคง เนื่องจากเป็น สถานศึกษาขององค์กรเอกชนที่มีความเข็มแข็ง อันดับที่ 2 สำนักงานวิจัยและพัฒนาการอาชีวศึกษา เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีความพร้อมด้านการวิจัย การพัฒนากำลังคน นักวิจัยรุ่นใหม่ของององค์กร การกระตุ้นงานวิจัยในหน่วยงานที่รับผิดชอบ นับเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนการลดใช้ พลังงานของชาติ และผลิตกำลังเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม อันดับที่ 3 หน่วยงานท้องถิ่น มีศักยภาพที่โดดเด่นเฉพาะพื้นที่แต่ละองค์กร แต่ความมั่นคงในน โยบายขึ้นอยู่ กับวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร ในอนาคตชุมชมชนจะมีส่วนผลักดันนโยบายสู่การบริหารจัดการ