การประยุกต์ใช้ NoSQL เทคนิคในเว็บแอพพลิเคชั่นการสำรวจทรัพยากรท้องถิ่น
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การใช้รูปแบบ JSON เป็นตัวเก็บข้อมูลแบบ NoSQL ได้เพิ่มขึ้นในปริมาณที่มากขึ้น แต่มีการพบเจอความท้าทายทางเทคนิคโดยเฉพาะในการจัดอินเด็กซ์ของไฟล์ JSON ขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้การดึงข้อมูลช้าลง โดยเฉพาะสำหรับชุดข้อมูลที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ในการศึกษานี้ เราเสนอให้ใช้ชุดข้อมูล JSON เพื่อสงวนข้อมูลในกระบวนการสำรวจทรัพยากร โดยเราได้ดำเนินการทดลองบนชุดข้อมูลขนาด 32 กิกะไบต์ซึ่งประกอบด้วยรายการธุรกรรม 1,000,000 รายการในรูปแบบ JSON และได้นำเสนอวิธีการจัดอินเด็กซ์สองวิธี คือ dense และ sparse เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดึงข้อมูล เรายังกำหนดขนาดช่วงเหมาะสมของเซกเม้นต์สำหรับวิธีการจัดอินเด็กซ์ด้วย ผลการวิจัยของเราพบว่าการนำเอาการจัดอินเด็กซ์แบบ dense สามารถลดเวลาการดึงข้อมูลลงจาก 15,635 มิลลิวินาทีเหลือ 55 มิลลิวินาทีในกรณีดึงข้อมูลแบบหนึ่งต่อหนึ่ง และจาก 38,300 มิลลิวินาทีเหลือ 1 มิลลิวินาทีในกรณีที่ไม่พบคำสำคัญ ในทางตรงกันข้าม การใช้ sparse indexing ลดเวลาการดึงข้อมูลจาก 33,726 มิลลิวินาทีเหลือ 36 มิลลิวินาทีในกรณีดึงข้อมูลหลายต่อหนึ่ง และจาก 47,203 มิลลิวินาทีเหลือ 0.17 มิลลิวินาทีเมื่อไม่พบคำสำคัญ นอกจากนี้เราพบว่าช่วงขนาดเซกเม้นต์ที่เหมาะสมที่สุดอยู่ระหว่าง 20,000 และ 200,000 รายการธุรกรรมสำหรับทั้ง dense และ sparse indexing ด้วย