กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
โครงการวิจัยเรื่อง การพัฒนาต้นแบบบัญชีต้นทุนทรัพยากรการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในภาคเหนือตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ประเมินและแบ่งประเภทองค์ประกอบของบัญชีต้นทุนทรัพยากรการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในภาคเหนือตอนบน (2) การพัฒนาระบบบัญชีต้นทุนทรัพยากรการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในภาคเหนือตอนบน และ (3) วิเคราะห์ความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในภาคเหนือตอนบน การเก็บข้อมูลใช้การสำรวจพื้นที่ การสัมภาษณ์ และการระดมความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ศึกษา การเก็บข้อมูลยังรวมถึงการใช้แบบสอบถามค่าใช้จ่ายของผู้มาเยือนและความเต็มใจจะจ่ายสูงสุดของนักท่องเที่ยวต่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อวิเคราะห์แผนการจัดการอุทยานแห่งชาติ สำหรับศึกษาความต้องการสารสนเทศในการตัดสิน ในการพัฒนาระบบบัญชีต้นทุนทรัพยากรการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในภาคเหนือตอนบน การศึกษานี้ประยุกต์จากบัญชีประชาชาติด้านการท่องเที่ยว (Tourism Satellite Account: TSA) และระบบบัญชีเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม (System of Environmental-Economic Accounting: SEEA) โดยองค์ประกอบของบัญชีต้นทุนทรัพยากรการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในภาคเหนือตอนบนประกอบด้วย 8 บัญชี คือ บัญชี 1 ตารางรายได้ที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวกระจายตามพื้นที่ บัญชี 2 ตารางรายได้ที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวแยกตามประเภทของนักท่องเที่ยว บัญชี 3 ตารางต้นทุนทรัพยากรทางการท่องเที่ยว บัญชี 4 ตารางต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บัญชี 5 ตารางค่าใช้จ่ายภาครัฐที่ส่งเสริม สนับสนุนการท่องเที่ยว บัญชี 6 ตารางการวิเคราะห์ความคุ้มค่าของแต่ละกิจกรรมการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยว บัญชี 7 ความคุ้มค่าของการใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวในพื้นที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ และบัญชี 8 ตัวชี้วัดที่ไม่ใช่ตัวเงินจากการวิเคราะห์จากทั้ง 8 บัญชีพบว่าในปี 2564 การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวน 306.84 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 1 จากรายได้จากการท่องเที่ยวของผู้มาเยือนชาวไทยของจังหวัดเชียงใหม่ทั้งหมดจำนวน 23,072.93 ล้านบาท มีความคุ้มค่ารวมจำนวน 298.21 ล้านบาท หรือ 1,379 บาทต่อคน ในขณะที่ความเต็มใจจะจ่ายสูงสุดของนักท่องเที่ยวต่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์มีมูลค่าอยู่ที่ 42 บาทต่อคนต่อครั้ง อุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวน 69.13 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5 จากรายได้จากการท่องเที่ยวของผู้มาเยือนชาวไทยของจังหวัดลำปางทั้งหมดจำนวน 1,565.41 ล้านบาท นักท่องเที่ยวมีความเต็มใจความเต็มใจจะจ่ายสูงสุดของนักท่องเที่ยวต่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อนมีมูลค่าอยู่ที่ 44 บาทต่อคนต่อครั้ง อุทยานแห่งชาติภูซางก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวน 23.18 ล้านบาท หรือคิดเป็น ร้อยละ 4 จากรายได้จากการท่องเที่ยวของผู้มาเยือนชาวไทยของจังหวัดพะเยาทั้งหมดจำนวน 545.62 ล้านบาท ผู้มาเยือนมีความเต็มใจความเต็มใจจะจ่ายสูงสุดของนักท่องเที่ยวต่อการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมของอุทยานแห่งชาติภูซางมีมูลค่าอยู่ที่ 25 บาทต่อคนต่อครั้งการศึกษาครั้งนี้ยังพบอีกว่าสารสนเทศของอุทยานแห่งชาติที่จำเป็นต้องใช้ในการบริหารจัดการอุทยานตามแผนการจัดการอุทยานยังมีไม่เพียงพอและข้อมูลอาจจะยังไม่เป็นปัจจุบัน ดังนั้นอุทยานควรจัดเก็บและสรุปข้อมูล ปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ตลอดจนควรจัดประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น ผู้ประกอบการในพื้นที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานราชการ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ร่วมกันวางแผน ประเมินสถานการณ์และผลการดำเนินงานการท่องเที่ยวในเขตอุทยานแห่งชาติในทุก ๆ ไตรมาส การพัฒนาสินค้าที่ระลึกของท้องถิ่นหรือเพิ่มช่องทางในการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก เพื่อทำให้ผู้มาเยือนเกิดการจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้น ตลอดจนทำให้เกิดการกระจายรายได้ในพื้นที่ต่าง ๆ ได้มากยิ่งขึ้น ส่วนการพัฒนาการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแบบไร้คาร์บอนนั้น ควรมุ่งเน้นการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นต้นทุนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ค่อนข้างสูง
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. Key elements demonstrated in relevant environments
ต้นแบบบัญชีต้นทุนทรัพยากรทางการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติภาคเหนือตอนบน เป็นการบูรณาการข้อมูลจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นข้อมูลระดับจุลภาค ในการวางแผน กำกับ และการควบคุมการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้การท่องเที่ยวให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศน้อยที่สุด โดยข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อเกิดวิกฤติปัญหาที่เกิดขึ้นกับแหล่งท่องเที่ยว ที่จำเป็นต้องอาศัยข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจร่วมกันของทุกภาคส่วนได้อย่างทันท่วงที
ในปัจจุบันมีการจัดทำ TSA และ TSA-SEEA ซึ่งเป็นข้อมูลระดับมหภาค ที่เป็นประโยชน์ในวางแผนและกำหนดนโยบายในระดับชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ยังขาดการบูรณาการใช้ข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรการท่องเที่ยวในแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติแต่ละแหล่งมาใช้ในการตัดสินใจในการบริหารจัดการ
เป้าหมายเมื่อจบโครงการ: 5 — 5. proposed solution(s) validated, now by relevant stakeholders in the area
ผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ได้ทราบและตระหนักถึงผลกระทบเชิงบวกและลบ ความคุ้มค่า ของการใช้ทรัพยากรทางการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติภาคเหนือตอนบน และการเปรียบเทียบกับแหล่งท่องเที่ยวอื่น สามารถนำไปสู่ฉันทามติในการแก้ไขสัญญาผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศร่วมกัน นอกจากนี้ ส่วนงานที่เกี่ยวข้องสามารถใช้ข้อมูลจากบัญชีต้นทุนทรัพยากรทางการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อมสำหรับพื้นที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติในการบริหารและจัดการในองค์กร
ในปัจจุบัน มีข้อมูล เช่น TSA และ TSA-SEEA ที่ใช้ในการกำหนดนโยบายระดับมหภาค แต่อย่างไรก็ตาม ยังขาดข้อมูลเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจร่วมกันของทุกภาคส่วนได้อย่างทันท่วงทีในการแก้ไขปัญหาผลกระทบของการท่องเที่ยวที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในแต่ละแหล่งท่องเที่ยว ทำให้เกิดความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันระหว่างผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ