โครงการศึกษาและพัฒนาระบบการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อวิธีการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง (candidate selection methods) เป็นการศึกษาที่มีความส าคัญอย่างยิ่งส าหรับการศึกษาในทางสาขาวิชาการเมืองเปรียบเทียบ อันเนื่องมาจากกระบวนการและระบบการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งบ่งบอกถึงหลักการของความเป็นประชาธิปไตย (democratic principles)ในเชิงปฏิบัติการจริงในกระบวนการเลือกตั้ง ที่ส่งผลตั้งแต่ในระดับองค์กรพรรคการเมือง จนไปถึงการแข่งขันในการเลือกตั้งที่สะท้อนประชาธิปไตยของประเทศ ในประเทศไทยนั้น พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ได้วางหลักให้รายละเอียดเกี่ยวกับระบบการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในประเทศอย่างเข้มข้นบนหลักการการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งขั้นต้น หรือไพรมารี (primary vote)โดยก าหนดให้พรรคการเมืองต้องด าเนินการจัดการเลือกตั้งขั้นต้น ซึ่งได้มีการก าหนดเงื่อนไขว่าพรรคการเมืองที่ต้องการส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่ต้องมีการจัดตั้งสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจ าจังหวัดที่มีพื้นที่รับผิดชอบในเขตเลือกตั้ง และต้องมีจ านวนสมาชิกพรรคอย่างน้อย 100 คนในเขตเลือกตั้งที่มีการจัดตั้งตัวแทนพรรคประจ าจังหวัด งานวิจัยนี้ต้องการศึกษาว่า 1.) เหตุใดระบบการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ภายใต้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 จึงไม่สามารถปฏิบัติได้จริง และ2.) รูปแบบและกระบวนการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงในประเด็นใดทั้งในเชิงกฎหมายและการปฏิบัติ เพื่อให้เกิด ตัวแบบ ที่เป็นระบบการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยและสามารถปฏิบัติจริงได้ผลการศึกษาพบว่าเงื่อนไขการด าเนินการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 ทั้งการจัดตั้งสาขาพรรค ตัวแทนพรรคประจ าจังหวัด และการหาสมาชิกให้เพียงพอตามกฎหมายที่จะด าเนินการจัดการเลือกตั้งขั้นต้นได้เป็นเงื่อนไขที่ท าได้ยากในทางปฏิบัติ และไม่ได้ส่งเสริมให้พรรคการเมืองเกิดความเข้มแข็ง และสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองได้อย่างแท้จริง เป็นแต่เพียงการด าเนินการให้ครบถ้วนตามกฎหมายเพื่อให้พรรคการเมืองสามารถส่งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้ และการที่จะสร้างตัวแบบระบบการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยและปฏิบัติได้จริง ต้องเริ่มต้นจากการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 โดยอนุญาตให้พรรคสามารถออกแบบกระบวนการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งได้เองงานวิจัยนี้ให้มีการให้ผู้สมัครเข้ารับการสรรหาเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งลงแข่งขันกันเป็นชุดรายชื่อกลุ่มจังหวัดมีการน าวิธีการถ่วงน้ าหนัก (weighted system) มาสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยให้คะแนนเสียงเลือกผู้ลงสมัครแข่งขัน กับคะแนนเสียงจากกรรมการบริหารพรรค มีสัดส่วนอย่างละ 50% เท่าๆ กัน รวมทั้งมีการกระจายอ านาจในการสรรหาผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งในเชิงพื้นที่ผ่านกลุ่มจังหวัด และเชิงสังคมผ่านตัวแทนกลุ่มเฉพาะ การเลือกตั้งขั้นต้นไม่จ าเป็นต้องจัดวันเดียวกัน แต่อาจจัดเป็นกลุ่มจังหวัดในช่วงเวลาที่แตกต่างกันได้ และการเลือกตั้งนับเป็น ไตรมาสเลือกตั้ง (election quarter) ระยะเวลา 90 วัน โดย 30 วันแรกเป็นช่วงการเลือกตั้งขั้นต้น และอีก 60 วันเป็นช่วงประกาศผู้เป็นตัวแทนพรรคเพื่อแข่งขันในวันเลือกตั้งทั่วไป