โครงการพัฒนาเครื่องมือทางนโยบายและการสื่อสารของพรรคการเมือง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อพรรคการเมืองถือเป็นองค์กรที่มีบทบาทสำคัญในระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยในฐานะที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการกำหนดแนวนโยบายสาธารณะในการพัฒนาประเทศและสังคมและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการเมืองการปกครองและการบริหารกิจการสาธารณะ ดังนั้นกระบวนการกำหนดแนวนโยบายสาธารณะของพรรคการเมืองจึงมีความสำคัญต่อกระบวนการพัฒนาประชาธิปไตยและการพัฒนาประเทศในฐานะที่เป็นสะพานเชื่อมความต้องการของประชาชนกับกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะ หนังสือเล่มนี้จึงมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพัฒนาการของการจัดทำและการนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์การจัดทำและนำเสนอนโยบายของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และ 3) เพื่อนำเสนอตัวแบบการพัฒนาเครื่องมือทางนโยบายของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คำถามของหนังสือเล่มนี้ ได้แก่ 1) กระบวนการจัดทำและพัฒนาชุดนโยบายของพรรคการเมืองและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองมีลักษณะอย่างไร?2) ปัจจัยอะไรที่มีอิทธิพลต่อกระบวนการจัดทำชุดนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมือง? 3) กระบวนการจัดทำและพัฒนาชุดนโยบายและยุทธศาสตร์พรรคการเมืองมีความสัมพันธ์กับองค์กรภายนอก ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Expert or Technocrat) หน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน อย่างไร? 4) กระบวนการในการนำเสนอและผลักดันชุดนโยบายและยุทธศาสตร์ของพรรคการเมืองมีลักษณะอย่างไร? โดยมีข้อโต้แย้งว่ากระบวนการกำหนดนโยบายของพรรคการเมืองไทยขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างและกระบวนการทางการเมือง รัฐธรรมนูญและสถาบันทางการเมือง ความนิยมทางการเมืองของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง นโยบายของพรรคการเมืองคู่แข่งทางการเมือง ปัจจัยภายในพรรคการเมืองซึ่งประกอบด้วยอุดมการณ์ของพรรคการเมือง ผู้นำพรรคการเมือง โครงสร้างของพรรคและความสัมพันธ์ภายในพรรคการเมือง งานชิ้นนี้มีขอบเขตการศึกษาอยู่ที่กระบวนการกำหนดแนวนโยบายของพรรคการเมืองไทยตั้งแต่ปี 2540 และตัวละครที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำหนดแนวนโยบายของพรรคการเมือง โดยดูที่แนวนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งทั่วปี 2544 2548 2550 2554 และ 2562จากการสำรวจทฤษฎีและแนวคิดเกี่ยวกับพรรคการเมือง องค์กรพรรคการเมืองและงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองกับการกำหนดนโยบายสาธารณะ ผู้เขียนกำหนดตัวแบบ CESE (Centralization, Everyday Life, State Policy, and Electorally Successful Political Party) เพื่อวิเคราะห์ลักษณะการกำหนดแนวนโยบายสาธารณะของพรรคการเมืองไทย กระบวนการศึกษาในหนังสือเล่มนี้เป็นการผสมผสานการวิเคราะห์ข้อมูลตัวเลขจากตัวแบบสถิติกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาทั้งจากเอกสารและจากการพูดคุยและการสนทนากลุ่มกับนักวิชาการและผู้ให้ข้อมูลจากพรรคการเมืองผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าพรรคการเมืองไทยมีความพยายามที่จะกำหนดแนวนโยบายที่เป็นตัวแทนเชิงนโยบายกับฐานเสียงของพรรค อย่างไรก็ดี หากเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองในต่างประเทศ ระดับความเป็นตัวแทนเชิงนโยบายของพรรคการเมืองไทยยังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ทั้งนี้จากการวิเคราะห์พบว่าลักษณะการกำหนดแนวนโยบายสาธารณะของพรรคการเมืองมีลักษณะบนลงล่าง ล้อไปกับแนวนโยบายพื้นฐานของรัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และโครงการของหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสอดคล้องกับตัวแบบ CESE ดังนั้นข้อเสนอแนะของหนังสือชิ้นนี้มีทั้งการปรับปรุงและพัฒนาเชิงโครสร้างและกระบวนการในระดับมหภาค ตั้งแต่ การแก้ไขรัฐธรรมนูญและระบบการเลือกตั้ง การเลือกตั้งขั้นต้นและการเลือกตั้งกลางเทอม การกระจายอำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อเปิดโอกาสพรรคการเมืองได้เริ่มกระบวนการกำหนดนโยบายในระดับพื้นที่ได้มากขึ้น การจัดสรรงบประมาณจากกองทุนพัฒนาพรรคการเมืองในแง่มุมของการพัฒนากระบวนการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง ถึงระดับองค์กรพรรคการเมือง ได้แก่ การจัดตั้งสถาบันวิเคราะห์และศึกษาเชิงนโยบายของพรรคการเมืองเพื่อเปิดโอกาสให้ศึกษาวิจัยและเปิดโอกาสให้สถาบันศึกษาของพรรคการเมืองมีโอกาสร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและสามารถขอทุนทำศึกษาเชิงนโยบายจากหน่วยงานภาครัฐที่ทำหน้าที่จัดสรรทุนในส่วนของเครื่องมือการพัฒนากระบวนการกำหนดนโยบายของพรรคการเมือง หนังสือเล่มนี้เสนอให้มีการปรับปรุงกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง ในส่วนของกระบวนการรัฐสภา ควรจะมีการส่งเสริมให้พรรคฝ่ายค้านได้เสนอแนวนโยบายหลังจากที่นายกรัฐมนตรีและพรรคร่วมรัฐบาลได้นำเสนอแนวนโยบายของตนเพื่อกระตุ้นให้พรรคการเมืองได้จัดทำแนวนโยบายในหลายๆ โอกาสไม่ใช่เฉพาะช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ในส่วนขององค์กรพรรคการเมือง พรรคการเมืองควรยกระดับคณะกรรมการนโยบายเป็นสภานโยบายพรรคที่เปิดโอกาสให้หลายภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดแนวนโยบายของพรรคการเมืองและการจัดตั้งสถาบันศึกษานโยบาย