การจัดการน้ำแบบแม่นยำสำหรับการผลิตข้าว
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เห็ดเผาะและเห็ดตับเต่า เป็นเห็ดป่าไมคอร์ไรซาที่เกิดตามธรรมชาติ มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะเก็บช่วงฤดูฝนของทุกปี และมีปริมาณน้อยไม่เพียงพอต่อการบริโภค หากเกษตรกรสามารถผลิตเส้นใยเห็ดในอาหารเพาะเลี้ยงอย่างง่าย ให้ได้คุณภาพและมีปริมาณมากขึ้น สำหรับปลูกถ่ายเชื้อเห็ดลงในพืชอาศัย จะช่วยเพิ่มผลผลิตเห็ดแก่เกษตรกรได้ในระยะยาว ดังนั้นงานวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซา (เห็ดตับเต่า, เห็ดเผาะ) และเห็ดพื้นบ้าน (เห็ดตีนแรด) แบบไม่ต้องอาศัยโรงเรือนไปสู่แปลงต้นแบบในพื้นที่เป้าหมาย 2 ชุมชน 16 พื้นที่ คือบ้านวังหงส์ (WH) จังหวัดแพร่ และบ้านปางมอญ (PM) ตำบลอ่ายนาไลย จังหวัดน่าน ได้แก่ การศึกษาสูตรอาหารที่เหมาะสมต่อปริมาณของเส้นใยเห็ด โดยสูตรที่เหมาะสมที่สุด ประกอบด้วย มันฝรั่ง 20 เปอร์เซ็นต์, น้ำตาลทรายแดง 2 เปอร์เซ็นต์ และ malt extract 0.5 เปอร์เซ็นต์ ให้ปริมาณน้ำหนักแห้งเส้นใยเห็ดเผาะและเห็ดตับเต่ามากที่สุด คือ 1.12 และ 7.17 กรัม/100 มิลลิลิตร ตามลำดับ หลังจากการปลูกถ่ายเชื้อเห็ดไมคอร์ไรซา 9 เดือน ในต้นแคบ้าน หางนกยูงไทย มีความจำเพาะต่อเห็ดตับเต่า ส่วนต้นยางนา มะค่าโมง ตะเคียนทอง และพะยอม จำเพาะต่อเห็ดเผาะ พบว่ามีเปอร์เซ็นต์การรอดชีวิตอยู่ระหว่าง 56-96 เปอร์เซ็นต์ และตอบสนองต่อการเจริญเติบโตมากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับต้นควบคุม ทั้งด้านความสูง เส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับคอรากของลำต้น ความกว้างทรงพุ่ม และสุขภาพของกล้าไม้ ทั้ง 2 พื้นที่ คือบ้านปางมอญได้แก่ แปลง PM7, PM6, PM9, PM6 และ PM2 และในพื้นที่บ้านวังหงส์ คือแปลง WH2, WH3 และWH4 เป็นแปลงที่มีอัตรารอดชีวิตสูง ส่วนใหญ่ปลูกแบบผสมผสานร่วมกับไม้ผลและพืชไร เนื่องจากเป็นพืชแซมที่ให้ร่มเงา เกิดความชุ่มชื้นให้กับกล้าไม้ อีกทั้งเส้นใยไมคอร์ไรซาที่เจริญบริเวณรอบรากพืช ช่วยดูดซับน้ำและแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช จากนั้นนำมาตรวจสอบรากเอคโตไมคอร์ไรซา พบว่ามีความแตกต่างกันทางสถิติ โดยต้นกล้าที่ใส่เชื้อในปริมาตร 50 มิลลิลิตรต่อต้น มีเปอร์เซ็นต์การเกิดรากเอคโตไมคอร์ไรซามากที่สุดเฉลี่ย 30.82-76.37 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ต้นกล้าที่ไม่ได้ปลูกเชื้อ (ต้นควบคุม) มีเปอร์เซ็นต์การเกิดรากเอคโตไมคอร์ไรซาเฉลี่ยเพียง 12.50-19.56 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ได้ศึกษาลักษณะทางกายภาพและสภาพแวดล้อมของพื้นบ้านปางมอญ และบ้านวังหงส์ สามารถแบ่งตามประเภทของแปลงต้นแบบได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่พื้นที่ลาดเชิงเขา พื้นที่ราบสูง และพื้นที่ป่าเบญจพรรณ โดยพบว่าการเจริญของเส้นใยเห็ดไมคอร์ไรซามีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณอินทรียวัตถุในดินที่เหมาะสม ซึ่งจากการเก็บข้อมูลในพื้นที่ มีปริมาณอินทรียวัตถุ (OM) เฉลี่ย 1.38-5.40 เปอร์เซ็นต์, pH เฉลี่ย 4.6-7.9 และข้อมูลอุตุนิยมวิทยาเป็นปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีความสำคัญมากต่อการเกิดดอกเห็ด (ในช่วง ก.ค. 2563-ก.ค.2564) พบว่ามีอุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 26.04-27.77 องศาเซลเซียส, ความชื้นสัมพัทธ์ 76.30-93.09 เปอร์เซ็นต์ และมีปริมาณฝนอยู่ระหว่าง 59.87-143.34 มิลลิเมตร นอกจากนี้การศึกษาเห็ดป่าไมคอร์ไรซาชนิดอื่น (เห็ดระโงก) ที่มีศักยภาพในพื้นที่เป้าหมายและพื้นที่ขยายผลในอนาคต โดยสามารถแยกเชื้อบริสุทธิ์บนอาหารเพาะเลี้ยง MMN (Modified Melin-Norkrans nutrient agar) และสามารถยืนยันชนิดของเห็ดโดยใช้เทคนิคทางชีวโมเลกุลได้ สำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะเห็ดป่าไมคอร์ไรซา รวมถึงการผลิตเห็ดตีนแรด ที่สามารถเพาะได้ในสวนเพื่อสร้างสวนเห็ดหลังบ้านแบบไม่ต้องอาศัยโรงเรือน เพื่อเป็นพื้นที่แปลงสาธิตต้นแบบการเพาะเห็ดของชุมชน ได้แก่ การแยกเชื้อบริสุทธิ์การเตรียมเชื้อเห็ดอาหารเหลวและในเมล็ดข้าวฟ่าง การผลิตก้อนเห็ด และการใส่เชื้อลงในกล้าไม้ เป็นต้น จากการศึกษานี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรในการขยายเชื้อก่อนใส่ลงกล้าไม้ นำไปปลูกในแหล่งเสื่อมโทรมซึ่งจะช่วยให้การปลูกสวนป่าและสวนเห็ดประสบผลสำเร็จ โดยเน้นการมีส่วนร่วมให้ประชาชนร่วมกันแสดงความคิดเห็นและร่วมลงมือปฏิบัติตามความต้องการของประชาชน เป็นการส่งเสริมให้พึ่งพาตนเอง และพัฒนาเกษตรกรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ชุมชนมีความเข้มแข็งและสามารถพึงพาตนเองได้อย่างยั่งยืน