รูปแบบการพัฒนาเตาเผาศพอัฉริยะเชิงพุทธวิถีสำหรับชุมชนเมือง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง รูปแบบการพัฒนาเตาเผาศพอัจฉริยะเชิงพุทธวิถีสำหรับชุมชนเมือง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษามลพิษที่เกิดขึ้นจากการเผาศพของวัด 2) เพื่อพัฒนาและทดลองใช้สารวิมุตติในการฌาปนกิจ 3) เพื่อวิเคราะห์ผลการควบคุมมลพิษโดยใช้สารวิมุตติ ดำเนินการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ศึกษาข้อมูลเชิงเอกสาร (Documentary Research) จากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ ควบคู่กับการวิจัยเชิงปฏิบัติการภาคสนาม (Action Research) โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ตัวแทนจากพระสงฆ์ และภาคประชาชน เพื่อนำเสนอข้อมูลเวทีต่อสนทนากลุ่มย่อย (focus Group Discussion) การจัดสัมมนาและการสังเคราะห์ข้อมูลเข้าสู่กระบวนการพัฒนา (Research and Development) การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1.มลพิษที่เกิดขึ้นจากการเผาศพของวัด มลพิษเกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ จะก่อให้เกิดเขม่าควันที่ปล่อยออกทางปล่องเมรุจะมีสีดำ ซึ่งเริ่มต้นการเผาศพ และมลพิษอื่น ๆ ก็จะเกิดตามจากการสลายตัวของไขมันจากศพ ยิ่งศพที่มีรูปร่างอ้วนหรือมีการฉีดยา และแช่แข็ง การเผาไหม้ ก็จะช้าและน้ำมันเชื้อเพลิงมาก โดยเฉพาะช่วงหน้าอกศพ ยิ่งใช้เวลานาน บางครั้งเจ้าหน้าที่บริหารจัดการเมรุ ก็จะเปิดดูเพื่อพลิกศพเผาไหม้หมดยัง และองค์ประกอบอื่น ๆ ที่บรรจุใส่ในเตาเผาศพ เช่น โลงศพที่ลายเทพนม เสื้อผ้า อุปกรณ์ เครื่องใช้ส่วนตัวของผู้สียชีวิตในช่วงระยะเวลาการเผาศพ จะใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีเป็นเวลาที่อยู่ในช่วงสำคัญมากช่วงนี้ หลังจากช่วงนี้ อุณหภูมิจะเพิ่มขึ้น ศพจะโทรม และเข้าสู่กระบวนการสลายตัวของกระดูก ซึ่งจะไม่มีกลิ่นเกิดขึ้นในช่วงนี้ 2. พัฒนาและทดลองใช้สารวิมุตติในการฌาปนกิจ การทดลองทั้ง 2 รูปแบบ ได้แก่รูปแบบที่ 1 ได้การบรรจุสารวิมุตติไว้ในกล่องบรรจุสีทองและวางไว้ตามจุดต่าง ๆ ของศพ ค่าใช้จ่าย ประมาณ 3,000 ต่อศพ ส่วนรูปแบบที่ 2 เป็นผ้าห่มคลุมศพ โดยใช้คลุมร่างกายของศพ และภายในผ้าห่มคลุมนั้น จะบรรจุสารวิมุตติไว้ข้างในผ้าห่ม ซึ่งรูปแบบที่ 2 จะมีประสิทธิในการลดสารไดออซิน/ฟิวแรนส์ได้ดีกว่า รูปแบบที่ 1 แต่ในขณะที่ต้นทุนรายจ่าย ประมาณ 4,000-5,000 ต่อศพ เมื่อโดนแปลวไฟ ก็สามารถจะลายได้เร็วกว่าแบบกล่องสีทอง จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงกว่ารูปแบบที่ 1 3. วิเคราะห์ผลการควบคุมมลพิษโดยใช้สารวิมุตติ ผลวิเคราะห์การทดสอบสารวิมุตติ (ไกอา เอส) โดยดำเนินการทดลองตามลำดับดังนี้ การทดสอบครั้งที่ 1 ทดสอบโดยเผาศพในเตาเผาโดยไม่ใช้ สารวิมุตติ เพื่อหาค่าปริมาณสารพิษ (สารไดออกซิน) ที่เกิดขึ้นในสภาพปกติทั่วไป ส่วนการทดสอบครั้งที่ 2 ทดสอบโดยการใช้สารวิมุตติ ที่บรรจุในกล่องกระดาษสีทองจำนวน 12 กล่องต่อ 1 ชุด โดยใช้ทั้งหมด 3 ชุด น้ำหนักชุดละ 1 กิโลกรัมใช้น้ำหนักรวมทั้งหมด 3 กิโลกรัม โดยวางเรียงรายข้างตัวศพที่อยู่ภายในโลงศพ และ 3. การทดสอบครั้งที่ 3 ทดสอบโดยการใส่สารวิมุตติไว้ ในรูปแบบผ้าห่ม จำนวน 1 ผืน น้ำหนักรวม 3 กิโลกรัม โดยวางห่มคลุมตัวศพ และครั้งสุดท้ายคือ การทดสอบครั้งที่ 4 ทดสอบโดยการใส่สารวิมุตติไว้ ในรูปแบบผ้าห่ม จำนวน 1 ผืน น้ำหนักรวม 3 กิโลกรัม โดยวางห่มคลุมตัวศพ