การปรับปรุงประสิทธิภาพการปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตของสวนป่าสัก
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการวิจัย การปรับปรุงประสิทธิภาพการปลูกเพื่อเพิ่มผลผลิตของสวนป่าสัก มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแม่ไม้สักที่เหมาะสม พัฒนาวิธีการปลูกและการปรับปรุงดินเพื่อการปลูกสักในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ องค์ความรู้และเทคนิคการเพิ่มผลผลิตสำหรับการส่งเสริมการปลูกสร้างสวนป่าสักจะถูกถ่ายทอดไปยังเกษตรกรรายย่อยและภาคเอกชนสำหรับการตัดสินใจประกอบการปลูกสร้างสวนป่าไม้สัก รวมทั้งเป็นองค์ความรู้สำหรับผู้สนใจหรือสถาบันการศึกษาเพื่อนำไปใช้ในการต่อยอดงานวิจัยทั้งในสักและไม้มีค่าชนิดอื่น ทำการศึกษาที่ศูนย์เมล็ดพันธุ์ไม้ป่าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น การคัดเลือกแม่ไม้สักที่เหมาะสมต่อการปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำการทดลองปลูกสักจำนวน 25 สายต้น ที่มีลักษณะดี วางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ จำนวน 3 ซ้ำ สายต้นละ 3 ต้น ระยะปลูก 4x4 เมตร ทำการวิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มสายต้นและประเมินค่าทางพันธุ์ ส่วนเทคนิคการปรับปรุงคุณสมบัติของดินในภาคตะวันออกเฉียงเหนือเพื่อเพิ่มความเหมาะสมในการปลูกสัก ระยะปลูก 2 x 2 เมตร วางแผนการทดลองแบบสุ่มบล็อกสมบูรณ์ จำนวน 12 ซ้ำ ทดลองใส่ถ่านในปริมาณ 4.0, 2.0, 1.0 ตันต่อเฮกแตร์ และ ไม่ใส่ และทดลองใส่แคลเซียมเบนโทไนต์ในปริมาณ 1.0, 0.5 กิโลกรัมต่อต้น และไม่ใส่ ทำการวัดข้อมูลการรอดตายและการเติบโต และนำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกันผลการศึกษา พบว่า clone ที่อยู่ในกลุ่มดีที่สุด หรือเป็นพันธุ์ดีที่ควรนำไปขยายพันธุ์เพื่อการปลูกสร้างสวนป่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมถึงนำไปเป็นประชากรพื้นฐานเพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้ดีขึ้นในรุ่นต่อ ๆ ไป ได้แก่ 219 และ V335 หากต้องการคัดเลือกนำไปปรับปรุงพันธุ์ด้านความโต clone ที่มีค่าทางพันธุ์สูง 3 ลำดับแรก ได้แก่ 302 MH9 และ 8C20 หากต้องการคัดเลือกนำไปปรับปรุงพันธุ์ด้านความสูง clone ที่มีค่าทางพันธุ์สูง 3 ลำดับแรกได้แก่ MH9 302 และ 219 ในขณะที่ clone 271 แม้ว่าการให้คะแนนด้านรูปทรงจะจัดอยู่ในกลุ่มปานกลาง แต่จากจำนวนที่รอดตายมีจำนวนน้อยมาก จึงไม่ควรนำมาปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนการปรับปรุงคุณสมบัติของดินพบกว่าการใส่แคลเซียมเบนโทไนต์ ซึ่งเป็นสารที่ช่วยดูดยึดธาตุอาหารและการเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำของดิน การใส่ร่วมกับปุ๋ยเคมีจึงช่วยทำให้การเติบโตของกล้าสักเพิ่มมากขึ้น โดยปริมาณที่เหมาะสมคือ 0.5 กิโลกรัม ในขณะที่การใส่ถ่านจะช่วยให้กล้าสักมีความสูงและขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับชิดดินเพิ่มมากขึ้นแต่ไม่ได้แสดงผลชัดเจนในเรื่องของมวลชีวภาพ แต่การใส่ถ่านปริมาณ 1 ตันต่อเฮกแตร์ จะช่วยลดการตายของกล้าไม้ได้ แสดงว่าการใช้สารปรับปรุงดินได้แก่ เบนโทไนต์และถ่านจะช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของดินทรายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้มีความเหมาะสมสำหรับการปลูกสักเพิ่มมากขึ้นคำสำคัญ : สวนป่าสัก, ประสิทธิภาพ, เพิ่มผลผลิต