การประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ต่อการปลูกสักสายต้นต่าง ๆ ในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาเรื่อง “การประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ต่อการปลูกสักสายต้นต่าง ๆ ในประเทศไทย” ในครั้งนี้ดำเนินการในแปลงทดสอบแม่ไม้สักโดยใช้กล้าไม้จากการปักชำอายุ 16 ปี ซึ่งเป็นการปลูกเพื่อประเมิน ค่าทางพันธุ์ของแม่ไม้ที่คัดเลือก ซึ่งได้ปลูกไปแล้วจำนวน 400 แม่ไม้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ในพื้นที่ต่าง ๆ 3 แห่ง กระจายใน 3 ภูมิภาคได้แก่ ที่สถานีวนวัฒนวิจัยกำแพงเพชร สถานีวนวัฒนวิจัยทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี และสถานีวนวัฒนวิจัยสงขลา จังหวัดสงขลา เพื่อคัดเลือกสายต้น (clone) ที่มีความเหมาะสมในแต่ละพื้นที่สูง ที่สุดจำนวนพื้นที่ละ 10หมายเลขในพื้นที่ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรีได้แก่ clone หมายเลข 336, 335, 265, 324, 273, 160, 271, 267, 89, 333 ในพื้นที่ จังหวัดกำแพงเพชรได้แก่หมายเลข 120, 245, 282, 116, 327, 83, 129, 290, 146, 158 และในท้องที่จังหวัดสงขลาได้แก่ clone หมายเลข 246, 36, 119, 336, 292, 345, 91, 159, 27, 130 ตามลำดับ จากการประมวลผลข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ สามารถแบ่งพื้นที่ ตามสมรรถที่ดินในการปลูกไม้สักได้เป็น 5 ระดับได้แก่ระดับดีมาก มีพื้นที่ 4,383 ไร่, ระดับดี 89,655,931 ไร่ ระดับปานกลาง 24,990,601 ไร่ ระดับค่อนข้างเลว และเลวมีพื้นที่ 3,220,318 และ 4,783 ไร่ตามลำดับ รวม พื้นที่ที่สามารถปลูกสวนป่าไม้สักเพื่อเศรษฐกิจของประเทศทั้งหมดเท่ากับ 117,876,015 ไร่ ผลจากการศึกษา ในครั้งนี้พบว่า การเติบโตของไม้สักมีการตอบสนองต่อสภาพแวดล้อมค่อนข้างมาก สังเกตได้จากขนาดของ DBH และความสูงที่แตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ปลูก ดังนั้นการปลูกไม้สักเพื่อเศรษฐกิจจะต้องคำนึงถึงความ เหมาะสมของชนิดไม้กับพื้นที่เป็นสำคัญ เพราะจะส่งผลถึงกำลังผลิต และผลตอบแทนโดยตรง