การศึกษาผลกระทบของรายจ่ายเพื่อสวัสดิการ ค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ/ลูกจ้างและพนักงานของรัฐต่อภาระทางการคลัง
บทคัดย่อ
ระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการเป็นสวัสดิการที่รัฐบาลจัดให้แก่ข้าราชการบํานาญ และบุคคลในครอบครัวระบบนี้เป็นระบบปลายเปิด (open-ended) โดยรัฐบาลอุดหนุนค่ารักษาพยาบาลโดยไม่จํากัดวงเงิน ทําให้ค่าใช้จ่ายของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลมีแนวโน้มขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วถึงเกือบร้อยละ 20 ต่อปีซึ่งกลายเป็นภาระทางการคลังและมีผลกระทบต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว รัฐบาลได้มีความพยายามปรับปรุงระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลเพื่อให้สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ เช่น การใช้ระบบจ่ายเงนแบบวินิจฉัยโรคร่วม (DRGs) สําหรับผู้ป่วยใน และการปรับปรุงฐานข้อมูลสารสนเทศเป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความพยายามเหล่านี้ไม่ประสบผลสําเร็จเท่าไรนัก ทั้งนี้มีปัจจัยหลายประการที่ทําให้รายจ่ายสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการยากที่จะ ควบคุม โดยตัวของระบบเอง ซึ่งเป็นระบบปลายเปิด ทําให้มีผลต่อพฤติกรรมของผู้ประกันตนและผู้ให้บริการ นอกจากนี้การจัดตั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี พ.ศ. 2545 ยังก่อให้เกิดการอุดหนุนไขว้ข้ามระบบกล่าวคือ สถานพยาบาลมีแนวโน้มเรียกเก็บค่ารักษาพยาบาลจากระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลเพื่อนําไปสนับสนุนการดำเนินการรักษาผู้ป่วยในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าดังนั้น การขยายตัวที่ไร้การควบคุมของระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลจึงเป็นปัญหาที่สะท้อนถึงระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าด้วย งานวิจยชิ้นนี้ถือเป็นครั้งแรกที่ได้มีการนําความคิดเห็นของข้าราชการต่อแนวทางการปรับปรุงระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลมาทําการวิเคราะห์อย่างเป็นรูปธรรมจากแบบสอบถามและการสัมภาษณ์เชิงลึกพบว่าข้าราชการส่วนใหญ่ เห็นว่า ควรมีการปรับปรุงระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการแต่จะต้องไม่ทำให้สิทธิด้อยลงกว่าเดิม เนื่องจากถือเป็นส่วนหนึ่งของสัญญาจ้างงาน ทั้งนี้สิ่งที่ข้าราชการกลุ่มตัวอย่างแสดงความไม่พึงพอใจคือความครอบคลุมของรายการที่สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้โดยกลุ่มตัวอย่างต้องการให้ระบบมีความยืดหยุ่นมากขึ้นและสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาลเอกชนได้อย่างไรก็ตามกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่พึงพอใจกับความสะดวกในการรับบริการและคิดว่าตนเองสามารถใช้สิทธิได้อย่างเต็มที่สําหรับทางเลือกในการปฏิรูประบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการนั้น กลุ่มตัวอย่างแสดงความไม่เห็นด้วยหากมีการจำกัดวงเงินค่ารักษาพยาบาลหรือจํากัดประเภทยาที่เบิกจ่ายได้แต่เห็นด้วยกับการทําประกันสุขภาพหมู่ภาคเอกชนให้แก่ข้าราชการยกเว้นกลุ่มตัวอย่างที่มีโรคเรื้อรังที่แสดงความไม่เห็นด้วยในขณะที่การใช้ระบบ medi-save ก็มีความเป็นไปได้ แต่ต้องคํานึงถึงข้อจํากัดหลายประการโดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านการบริหารระบบซึ่งมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายที่สูง คณะผู้วิจัยได้จัดทำการวิเคราะห์ทางเลือกต่างๆ พบว่าการทําประกันสุขภาพเป็นทางเลือกที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสําหรับการปฏิรูประบบสวัสดการรักษาพยาบาล ทั้งนี้การประกันสุขภาพภาคเอกชนช่วยให้สามารถควบคุมการขยายตัวของรายจ่ายได้โดยยังคงสิทธิในการเลือกสถานพยาบาลของผู้มีสิทธิ์และยังสามารถใช้บริการในสถานพยาบาลเอกชนไดอีกด้วย อย่างไรก็ตาม แนวทางเลือกนี้ก็ยังมีข้อจำกัด ซึ่งจะต้องทําการแก้ไขก่อนจะมีการดําเนินการจริงกล่าวคือในกรณีบุคคลมีโรคประจําตัวก่อนทำประกันนั้น โดยปกติจะไม่ได้รับความคุ้มครองในโรคนั้น อีกทั้ง บริษัทประกันส่วนใหญ่ไม่มีนโยบายรับประกันสุขภาพบคคลที่มีอายุมากกว่า 60 ปี