ความโปร่งใสและความมีประสิทธิภาพของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชนในการบริหารจัดการข้อมูลผู้ได้รับบริการสาธารณสุขในสภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาวิจัยเรื่อง ความโปร่งใสและความมีประสิทธิภาพของความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและเอกชนในการบริหารจัดการข้อมูลผู้ได้รับบริการสาธารณสุขในสภาวะวิกฤติการแพร่ระบาดของโรคติดต่อ ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค 4 ประการได้แก่ ประการแรก เพื่อส่งเสริมการพัฒนาและใช้ประโยชน์ศักยภาพของบุคลากรทางการแพทย์ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการให้บริการสาธารณสุขเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ประการที่สอง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจของบุคลากรทางการแพทย์ ในการตระหนักถึงแนวทางในการบริหารการและรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่เป็นความลับด้านเวชระเบียน ประการที่สาม เพื่อสร้างหลักสูตรอบรบเชิงปฏิบัติการเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้กับบุคลากรทางการแพทย์ในการบริหารการจัดเก็บเวชระเบียนที่เกิดจากโรคระบาด และประการที่สี่ เพื่อผลิตคู่มือที่เป็นประโยชน์กับบุคลากรทางการแพทย์ให้มีแนวทางปฏิบัติการด้านสาธารณสุขที่ถูกต้อง สอดคล้องเหมาะสมกับการบริหารจัดการข้อมูลด้านสุขภาพในสถานพยาบาลอันเป็นความลับและข้อมูลส่วนบุคคลจากการศึกษาพบว่า ผู้ให้บริการสาธารณสุขและบุคลากรทางการแพทย์บางส่วนยังขาดความรู้ความเข้าใจต่อการเนื้อหาสาระของกฎหมายที่มีความซับซ้อนในการนำไปปรับใช้กับสถานพยาบาลทั้งที่เป็นหน่วยงานของรัฐและเอกชนในประเทศไทย โดยเฉพาะมาตรการทางกฎหมายต่าง ๆ ตามที่พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ได้กำหนดไว้ในเรื่องเกี่ยวกับการรักษาข้อมูลอ่อนไหวซึ่งเป็นความลับของผู้ที่ได้รับบริการสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นการเก็บรวบรวม การประมวลผลข้อมูล การใช้ประโยชน์ข้อมูลหรือแม้แต่การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งเป็นข้อมูลที่มีความอ่อนไหว ความไม่เข้าใจในหลักการและมาตรการทางกฎหมายดังกล่าว อาจนำไปสู่ความรับผิดทางกฎหมายแพ่ง กฎหมายอาญาและกฎหมายปกครองการศึกษาครั้งนี้นำไปสู่การอบรมเชิงปฏิบัติการให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ทั้งหน่วยงานของรัฐและเอกชน เพื่อก่อให้เกิดการตระหนักถึงการเคารพในสิทธิของผู้ป่วย และหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั้งในสภาวการณ์ปกติและในสภาวการณ์พิเศษด้านโรคติดต่อ ซึ่งสถานพยาบาล มีหน้าที่ต้องให้ความสำคัญกับการเก็บรักษาข้อมูลที่ได้มีการจัดเก็บไว้โดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และเกิดความเข้าใจในการใช้ประโยชน์จากคู่มือในการเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลที่ดำเนินการจัดเก็บโดยสถานพยาบาลที่ได้จากการเข้ารับอบรม รวมทั้งก่อให้เกิดการถ่ายทอดความรู้ที่ได้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการวิทยากรนำร่องในการนำความรู้ที่ได้จากการอบรมไปถ่ายทอดให้กับบุคลากรในองค์กรของตนเองได้ต่อไป