การรับรู้สภาพปัญหามลพิษหมอกควันและการดูแล สุขภาพตนเองเพื่อลดอันตรายจากมลพิษหมอกควัน ที่มีผลต่อสุขภาพของประชาชนในจังหวัดภาคเหนือตอนบน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ชื่อเรื่องวิจัย การรับรู้สภาพปัญหามลพิษหมอกควันและการดูแลสุขภาพตนเองเพื่อลดอันตรายจากมลพิษหมอกควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนในจังหวัดภาคเหนือตอนบน Perception of Smog Pollution Problems and Self-Care to Mitigate the Hazardous Haze that Affects the Health of People in Northern Provinces หน่วยงานที่ทำวิจัย สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตลำปาง ปีที่ทำวิจัย ปีการศึกษา 2558 คณะผู้วิจัย รองศาสตราจารย์อุมาภรณ์ คงอุไร ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จตุรงค์ เหรา ผู้ช่วยศาสตราจารย์พรเทพ ปัญจรัตน์ อาจารย์กัลยา วรรณคำลือ บทคัดย่อ การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการรับรู้ถึงที่มา สาเหตุและการเกิดภาวะมลพิษหมอกควันของบุคคลในจังหวัดภาคเหนือตอนบน 2) ศึกษาความรู้ ความเข้าใจถึงความเสี่ยงต่อสุขภาพของบุคคลในจังหวัดภาคเหนือตอนบนที่อยู่ในภาวะมลพิษหมอกควัน 3) ศึกษาพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของบุคคลในจังหวัดภาคเหนือตอนบนที่อยู่ในภาวะมลพิษหมอกควัน ประชากรทีใช้ในการศึกษา ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน จำนวน 4,888,726 คน กลุ่มตัวอย่างเป็นประชากรวัยแรงงาน ซึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตภาคเหนือตอนบน ซึ่งคณะผู้วิจัยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างได้จากสูตรของเครซี่และมอร์แกน (สุวิมลติรกานันท์, 2548 : 99) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % ซึ่งเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน การสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Random Sampling) การเลือกตัวแทนกลุ่มตัวอย่างในแต่ละจังหวัดใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย 4 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปประกอบด้วยอายุ อาชีพ ระกับการศึกษา ประวัติการเจ็บป่วย การได้รับข่าวสารเป็นต้น ส่วนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องที่มาและสาเหตุการเกิดภาวะหมอกควัน ส่วนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับความรู้ ความเข้าใจถึงความเสี่ยงจากอันตรายและผลกระทบของภาวะหมอกควันและส่วนที่ 4 แบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในภาวะที่มีมลพิษหมอกควันสูง ใช้แบบสอบถามโดยให้กลุ่มตัวอย่างตอบคำถามตามความคิดเห็น การวิเคราะห์ข้อมูลในการศึกษาครั้งนี้ใช้โปรแกรมสถิติสำเร็จรูปเพื่อการวิจัยทางสังคมศาสตร์ สรุปผลการวิจัย 1. การรับรู้สาเหตุการเกิดและการกระทำของบุคคลที่ทำให้เกิดมลพิษหมอกควัน จากการเผา 1.1 การรับรู้ถึงที่มาและสาเหตุการเกิดภาวะมลพิษหมอกควันจากการเผาของบุคคลในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนบน พบว่า อาชีพมีความสัมพันธ์กับการรับรู้สาเหตุการเกิดมลพิษ หมอกควันจาการเผา แต่ไม่มีความสัมพันธ์กับการกระทำที่ทำให้เกิดมลพิษหมอกควันจากการเผา 1.2 การรับรู้สาเหตุของการเกิดหมอกควันกับการกระทำของบุคคลที่ทำให้เกิดมลพิษหมอกควันไม่มีความสัมพันธ์กันโดยพบว่า ทั้งชายและหญิงยังคงมีการกระทำต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดมลพิษหมอกควัน ในด้านระดับการศึกษามีการรับรู้ถึงสาเหตุของการเกิดมลพิษหมอกควัน โดยเฉพาะการเผาพื้นที่นา แปลงเกษตรเพื่อเตรียมดินในการปลูกพืชครั้งต่อไป ส่วนอาชีพพบว่า มีการรับรู้ถึงสาเหตุของการเกิดหมอกควันจากการใช้ฟืนประกอบการหุงหาอาหารในครัวเรือน กระบวนการผลิตบางขั้นตอนจากโรงงานอุตสาหกรรม อาชีพบางประเภทที่ทำให้เพิ่มควันจากการเผา เช่น อาหารปิ้งย่าง การย้อมผ้า หรืออาชีพที่ใช้เตาเผา ไฟป่าที่ปะทุหรือเกิดขึ้นเอง และการเผาป่าเพื่อหาอาหารของบุคคลบางกลุ่ม ส่วนในด้านความสัมพันธ์ของการรับรู้การกระทำของบุคคลที่ทำให้เกิดมลพิษหมอกควัน พบว่าชายและหญิงมีการรับรู้การกระทำที่ทำให้เกิดมลพิษหมอกควัน แต่ก็ยังคงกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดมลพิษหมอกควัน ในส่วนของการศึกษาและอาชีพ ระดับการศึกษาและอาชีพมีการรับรู้ถึงการกระทำของบุคคลที่มีผลทำให้เกิดมลพิษหมอกควันจากการเผาในเรื่องการเผาขยะ เศษใบไม้ภายในบริเวณบ้าน การเผา พื้นที่นา แปลงเกษตรเพื่อเตรียมดินในการปลูกพืชครั้งต่อไป การใช้ฟืนประกอบหุงหาอาหารในครัวเรือน การเผาภาชนะพลาสติก ถุงพลาสติก และการเผาป่าเพื่อหาอาหารของบุคคลบางกลุ่ม มีการรับรู้ถึงการกระทำของบุคคลที่มีผลทำให้เกิดมลพิษหมอกควันจากการเผาในเรื่องกระบวนการผลิตบางขั้นตอนจากโรงงานอุตสาหกรรมและไฟป่าที่ปะทุหรือเกิดขึ้นเอง 2. การรับรู้อันตรายของมลพิษหมอกควันที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ พบว่า ความสัมพันธ์ของการรับรู้โอกาสเสี่ยงของการเป็นโรคอันเกิดจากผลกระทบของหมอกควันระหว่างชายและหญิงไม่มีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะเพศชายจะไม่รับรู้ถึงความเสี่ยงของการเป็นโรคอันเกิดจากมลพิษหมอกควัน แต่เพศหญิงพบว่ามีการรับรู้ถึงความเสี่ยงของการเป็นโรคอันเกิดจากผลกระทบของมลพิษหมอกควันอยู่บ้าง ได้แก่ ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง โรคถุงลมโป่งพอง โรคทางเดินอาหาร ท้องเสีย โรคมะเร็งปอดและโรคเบาหวาน 3. ความรู้ ความเข้าใจถึงความเสี่ยงจากอันตรายและผลกระทบของมลพิษหมอกควันต่อสุขภาพ 3.1 การรับรู้ความเสี่ยงของโรค พบว่า การรับรู้ความเสี่ยงหรือไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคอันเกิดจากผลกระทบของมลพิษหมอกควันจากการเผาในเพศชายและเพศไม่มีความสัมพันธ์กัน 3.2 การรับรู้ความรุนแรงของโรค พบว่าการรับรู้ความรุนแรงของโรคจากการสูดดมหมอกควันที่มีปริมาณมากในอากาศในเพศชายและเพศไม่มีความสัมพันธ์กัน 3.3 การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันและการรักษาสิ่งแวดล้อมในภาวะที่มีมลพิษหมอกควันสูง พบว่า ทั้งชายและหญิงมีความสัมพันธ์กัน 3.4 การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติในการขจัดปัญหามลพิษหมอกควันจากการเผา พบว่า การรับรู้อุปสรรคของการปฏิบัติทั้งชายและหญิงมีความสัมพันธ์กัน โดยพบว่า อุปสรรคของการปฏิบัติอันดับแรกคือ ความร่วมมือร่วมใจงดการเผาในทุกกรณี รองลงมาคือความร่วมมือร่วมใจในการปลูกต้นไม้ ความใส่ใจต่อการขจัดปัญหาหมอกควันของแต่ละบุคคลยังมีน้อย และการแจ้งหน่วยงานที่รับผิดชอบเมื่อพบไฟไหม้ในที่สาธารณะและ/หรือป่าไม้ เป็นต้น 4. พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองของบุคคลที่อยู่ในภาวะมลพิษหมอกควันสูง พฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในภาวะมลพิษหมอกควันสูง ระหว่างชายและหญิงไม่แตกต่างกัน โดยพบว่าทั้งชายและหญิงมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองใกล้เคียงกันในทุก ๆ ด้าน โดยพบว่าพฤติกรรม 3 อันดับแรกที่ชายและหญิงปฏิบัติในการดูแลสุขภาพตนเองในภาวะที่มีมลพิษหมอกควันสูง ได้แก่ ถ้ารู้สึกหอบ หายใจขัดหรือเหนื่อย ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่มีมลพิษหมอกควันสูง และหาผ้าปิดจมูกเวลาออกนอกบ้าน การเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยของพฤติกรรมดูแลสุขภาพตนเองในภาวะที่มีมลพิษหมอกควันสูง จำแนกตามอายุ เพศ อาชีพ ระดับการศึกษา การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองในภาวะที่มีมลพิษหมอกควันสูงในระดับมากที่สุด โดยพบว่า ชายและหญิงมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองในภาวะที่มีมลพิษหมอกควันสูงในระดับมากที่สุด กลุ่มอายุที่แตกต่างกันมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพในระดับมากที่สุด และพบว่ากลุ่มอายุระหว่าง 31 – 50 ปี มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระดับมาก กลุ่มอาชีพที่แตกต่างกันมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระดับมากที่สุด และพบว่าอาชีพค้าขาย เกษตรกรและพนักงานเอกชนมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระดับมาก ระดับการศึกษา มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระดับมากที่สุด และพบว่าการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระดับปริญญาโทและปริญญาเอกมีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในระดับมาก การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอันตรายของมลพิษหมอกควัน ส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลจากเพื่อนบ้าน รองลงมาคือโทรทัศน์และอินเตอร์เน็ต และจาการวิเคราะห์ความแปรปรวนของคะแนนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองในภาวะที่มีมลพิษหมอกควันสูง พบว่า กลุ่มอายุและกลุ่มอาชีพที่ต่างกัน มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองในภาวะที่มีมลพิษหมอกควันสูงแตกต่างกัน ส่วนเพศ ระดับการศึกษาและแหล่งการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับอันตรายของมลพิษหมอกควัน มีพฤติกรรมการดูแลสุขภาพตนเองไม่แตกต่างกัน