การสื่อสารและการมีส่วนร่วมในชุมชนต่อปัญหาหมอกควันภาคเหนือของเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการสื่อสารเรื่องปัญหาหมอกควันภาคเหนือของเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมในชุมชนต่อปัญหาหมอกควันภาคเหนือของเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ และเพื่อศึกษาปัจจัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารกับการมีส่วนร่วมในชุมชนต่อปัญหาหมอกควันภาคเหนือของเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม (Questionnaire) ที่สร้างขึ้นจากประชากรในการวิจัยคือเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ ประชากรในการวิจัยคือเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ ที่มีอายุตั้งแต่ 11-25 ปีขึ้นไปในจังหวัดเชียงใหม่ ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi Stage Sampling) จากการศึกษา พบว่าประชากรส่วนใหญ่มีการเปิดรับข่าวสารมลพิษทางอากาศและหมอกควันจากทุกสื่อมวลชนทุกช่องทางในระดับปานกลาง ไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชนได้แก่ สื่อโทรทัศน์ สื่อวิทยุ และสื่อหนังสือพิมพ์ หรือ สื่อในระดับชุมชน เช่นแผ่นพับ เสียงตามสายในชุมชน และสื่อใหม่เช่นสื่ออินเตอร์เน็ต สื่อที่ได้รับความนิยมและมีการเปิดรับมากที่สุดได้แก่ อินเตอร์เน็ต รองลงมาคือสื่อโทรทัศน์ ซึ่งการที่สื่ออินเตอร์เน็ตได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นเพราะกลุ่มเป้าหมายเป็นเยาวชนจึงมีการใช้สื่อนี้กันอย่างแพร่หลายทั้งในเรื่องของการเรียนและการติดตามข่าวสาร ส่วนการเปิดรับข่าวสารจากสื่อบุคคล คือ พ่อ แม่ สมาชิกในครอบครัวมีมากที่สุด อาจเป็นเพราะมีความใกล้ชิด สามารถแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและลงมือปฏิบัติในเรื่องที่สามารถทำได้ เช่นการทิ้งขยะ ไม่เผาขยะใบไม้แห้งเพราะอาจเกิดปัญหาหมอกควัน หรือการปลูกต้นไม้เพื่อช่วยลดมลพิษ เป็นต้น ประชากรส่วนใหญ่มีส่วนร่วมลดปัญหามลพิษทางอากาศและหมอกควันในระดับน้อย ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากช่องทางของสื่อต่างๆ ในชุมชน แต่จากผลการศึกษาทำให้ทราบว่า เยาวชนมีความคิดว่าปัญหานี้เป็นปัญหาที่ตนเองควรจะมีส่วนในการแก้ไขแต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจถึงสาเหตุและผลกระทบของมลพิษหมอกควัน แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้ว่ากลุ่มตัวอย่างจะมีการเปิดรับสื่อในช่องทางต่างๆ แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในชุมชนได้ การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การปรึกษาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสารเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการแก้ปัญหาในชุมชน ในทิศทางที่พึงประสงค์ของชุมชน โดยการปรึกษาหารือที่พบในการศึกษาครั้งนี้ คือ เน้นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันทุกระดับ ปัจจัยที่ใช้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารกับการมีส่วนร่วมในชุมชนต่อปัญหาหมอกควันภาคเหนือของเยาวชนในจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นการหาแนวทางให้ประชาชนในชุมชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสื่อสารเพื่อลดปัญหามลพิษทางอากาศและหมอกควันในชุมชนของตนเอง