การสำรวจไวรัสโคโรนา และโรคติดเชื้อที่สำคัญในค้างคาวถ้ำในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
จากกรณีการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ โดยพบว่าสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสที่แยกได้จากผู้ป่วยรายแรก มีความใกล้เคียงกับเชื้อไวรัสโคโรนาในกลุ่มเบต้าโคโรนาไวรัสที่แยกได้จากค้างคาวในประเทศจีน ค้างคาวจึงอาจเป็นแหล่งรังโรคที่สำคัญของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ๆ จึงได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อสำรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา และเชื้อไวรัสนิปาห์ในค้างคาวถ้ำ การศึกษานี้มีการเก็บตัวอย่างจากค้างคาว ในระหว่างเดือนมิถุนายน 2563 ถึง ธันวาคม 2564 โดยเก็บตัวอย่างสวอปปากและสวอปจากช่องทวารหนัก ใส่ในหลอดเก็บตัวอย่าง และนำส่งตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการภายใน 48 ชั่วโมง เพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโคโรนา และเชื้อไวรัสนิปาห์ ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ จำนวนตัวอย่างทั้งสิ้น 504 ตัวอย่าง ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสนิปาห์ในทุกตัวอย่าง และตรวจพบเชื้อไวรัสโคโรนา จำนวน 111 ตัวอย่าง จาก 504 ตัวอย่าง คิดเป็น 22.02 % แบ่งเป็น กลุ่ม Alphacoronavirus จำนวน 99 ตัวอย่าง และ กลุ่ม Betacoronavirus จำนวน 12 ตัวอย่าง โดยเป็นกลุ่มไวรัสที่มีรหัสพันธุกรรมคล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (SARS-CoV-2) ที่มีรายงานพบในคนในประเทศอังกฤษ และประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ. 2021 (Identity 91.35%) และค้างคาวมงกุฎเทาแดง จากประเทศจีน ในปี ค.ศ. 2013 (Identity 91.00 %) การศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การสำรวจและเฝ้าระวังเชื้อไวรัสที่สำคัญในค้างคาว ควรมีการดำเนินอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างฐานข้อมูล เกิดความรู้ความเข้าใจ และนำไปสู่การวางมาตรการในการควบคุมและป้องกันโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นต่อไป