Command Palette

Search for a command to run...

กลับไปผลการค้นหา
รายงานฉบับสมบูรณ์พ.ศ. 2559

การผลิตสตาร์ชซิเตรททนย่อยต่อเอนไซม์

สุนันทา ทองทา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. 2559

ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)

บทคัดย่อ

การศึกษาสภาวะการผลิตสตาร์ชซิเตรทจากสตาร์ชมันสำปะหลังคั่วขวิธีการคัดแปรทางเคมื ไดขแช่สตาร์ชในสารละลายกรดซิตริก 20% ที่อุณหภูมิ ร0 องศาเซลเซียส เวลา 1 - 6 ชั่วโมง ก่อน นำไปให้ความร้อนที่อุณหภูมิ เร0 องศาเซลเชียส เป็นเวลา 3 ชั่วโมง และการดัดแปรด้วขเอนไซม์ ร่วมกับวิรี่ทางเคมึ ซึ่งเตรียมไดยการย่อยสตาร์ชด้วยเอนไซม์แอลฟ-อะไมเลสที่อุณหภูมิ รร องศา เซลเซียส เป็นเวลา 0.5 - 1 ชั่วโมง จา ากนั้นนำไปผลิตเป็นสตาร์ชซิเตรทด้วยขั้นตอนเช่นเดียวกับ วิธีการตัดแปรทางเคมี พบว่า ระยะเวลาในการแช่ในสารละลายกรดซิตริกไม่มีผลทำให้ปริมาณ RS ของสตาร์ชริเตรทแตกต่างกัน ซึ่งมีปริมาณ RS ในช่วง 68.1 - 69.4 % แต่เมื่อใช้วิธีการดัดแปร ร่วมกับเอนไซม์ พบว่าสภาวะการผลิตที่ทำให้ใด้สตาร์ชซิเตรทที่มีปริมาณ RS สูงสุด เท่ากับ 74.2 % อ ย่อยสตาร์ชตัวขเอนไซม์ เป็นเวลา 05 ชั่ไมง และจากนั้นนำไปแช่ในสารละลายกรดซิตริก เป็น เวลา 1.0 ชั่ไมง แต่เมื่อเพิ่มระซะเวลาในการย่อยด้วยเอนไซม์และระซะเวลาในการแช่ในสารละลาย กรดซิตริก ส่งผลให้สตาร์ชชิเตรทที่ได้มีปริมาณ RS ดลง (27.71%) จากผลการทดลองนี้แสดงให้ ว่าระชะเวลาในการช่อยคั่วขอนไซม์และระชะเวลาในการแช่กรดที่เพิ่มขึ้นมีผลทำให้ปริมาณน้ำตาล รีดิวซ์ของสตาร์ชที่ได้ก่อนนำไปทำปฏิกิริซาเอสเทอริฟีเคชันสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ปริมาณ RS และ ปริมาณกรดชิตริกที่เกาะเกี่ยวกับสดาร์ช (bound citric acid) ของสตาร์ชซิเตรทที่ผลิดได้ลดลง นอกจากนี้พบว่าปริมาณ RS ของสตาร์ชซิเตรทที่เกิดในช่วง 28 - 74 % ไม่มีผลต่อความหนืด การ พองตัวและการละลาขของสตาร์ชซิเตรท และสตาร์ชซิเตรทที่ผลิตได้ไม่มีคุณสมบัติในการเกิด เพสท์ การทศสอบการให้ความร้อนระบบด่ง ๆ ของสตาร์ชซิเตรทที่ได้จากสตาร์ชข้าว พบว่าการ ให้ความร้อนกับสตาร์ชข้าวชิตรทที่มี RS 72.26% คั่วขลูกกลิ้งและการนั่งมีผลทำให้ปริมาณ RS ของตัวข่างที่มีความชื้น 70% ลดลงต่ำที่สุดคือ 0.599และ 1.91% ตามลำดับ รองลงมาคือการให้ ความร้อนด้วยเตาอบที่มีการสูญเสียปริมาณ RS 44.30% ส่วนการให้ความร้อนด้วยหม้อนึ่งความดัน ไอเป็นเวล1 30 นาทีมีผลทำให้สูญเสียปริมาณ RS มากที่สุดคือ 66.97% นอกจากนี้ตัวอย่างที่ผ่านการ ให้ความร้อนไม่แสดงสมบัติการเกิดเพสท์ เช่นเตี่ยวกับตัวอย่างควบคุม ไดขลักษณะรูปร่างเม็ด สตาร์ชของสตาร์ชข้าวซิเตรทหลังผ่านการให้ความร้อนด้วยการบึ่ง ด้วลูกกลิ้ง และด้วยเตาอบ มื ลักษณะไม่เปลี่ยนแปลง แต่ตัวอย่างที่ผ่านการให้ความร้อนด้วยหม้อนึ่งความดันไอที่ไม่เหลือ ลักบณะครงสร้างของเน็ดสตาร์ช นอกจากนี้การให้ความร้อนที่สภาวะด่าง ๆ มีผลทำให้ตัวอย่างเกิด ผลึกแบบ Vh-type

คำสำคัญ

Resistant starchchemically modified starchcitrate starchแป้งดัดแปรทางเคมีแป้งทนย่อยต่อเอนไซม์สตาร์ชซิเตรท

งานวิจัยในหัวข้อใกล้เคียง

ผลของการผลิตสตาร์ชทนย่อยด้วยเอนไซม์พลูลูลาเนสและการเกิดรีโทรเกรเดชันร่วมกับการดัดแปรความร้อนความชื้นของสตาร์ชถั่ว

ศศิพร รัตนสุวรรณ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร พ.ศ. 2561

การพัฒนากระบวนการแปรรูปใยอาหารละลายน้ำได้แบบไพโรเดกซ์ตรินจากแป้งมันสำปะหลัง

สุนันทา ทองทา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พ.ศ. 2563

ผลของสภาวะด่างต่อความสามารถในการกักเก็บลินาโลออลในเมทริกซ์สตาร์ชที่ผ่านการทาแห้ง

สิรี ชัยเสรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ. 2561

การสกัดสารประกอบฟีนอลิกจากใบพิลังกาสาและการประยุกต์ใช้

ธีรวุฒิ ตันเอง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) พ.ศ. 2564

การผลิตกลาสเซรามิกจากส่วนผสมของเศษแก้ว เปลือกไข่ และ เพอร์ไลต์

นภัสถ์ จันทร์มี มหาวิทยาลัยแม่โจ้ พ.ศ. 2561

ผลของเอนไซม์เพคติเนส อุณหภูมิและระยะเวลาในการบ่มต่อคุณภาพไซรัปจากตะขบ

สุนัน ปานสาคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี พ.ศ. 2560

ผลของความร้อนและสารเคมีบางชนิดต่อคุณภาพของมะเขือเทศระหว่างการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ

พอใจ ถามากร สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง พ.ศ. 2553

การศึกษาสภาวะที่เหมาะสมในกระบวนการผลิตน้ำส้มสายชูหมักจากลองกองสุก

ธิดารัตน์ จุทอง มหาวิทยาลัยทักษิณ พ.ศ. 2560

การศึกษาอุณหภูมิการอบแห้งรกสุกรและการสกัดโปรตีนและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ

เพ็ญวรัตน์ พันธ์ภัทรชัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา พ.ศ. 2562

การพัฒนาสารเคลือบผิวจากไขผึ้งสำหรับยืดอายุการเก็บรักษามะนาว

จำนงค์ อุทัยบุตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2556