การบูรณาการการดูแลระยะยาวในการป้องกันและควบคุม โรคในถิ่นทุรกันดาร ร่วมกับ โรค COVID-19 ในผู้สูงอายุ ในจังหวัดเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การบูรณาการการดูแลระยะยาว, โรคในถิ่นทุรกันดาร, โรค COVID-19,การพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุ การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ในการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคในถิ่นทุรกันดารของผู้สูงอายุ ร่วมกับโรค COVID-19 ในจังหวัดเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือจำนวน 4 จังหวัดและนำปัจจัยที่ได้มาพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุในถิ่นทุรกันดารร่วมกับโรค COVID-19 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้สูงอายุในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 980 คน ดำเนินการระหว่างเดือน มกราคม 2564 ถึงกุมภาพันธ์ 2565 โดย บูรณาการ ใช้เครื่องมือในศึกษาได้แก่ แบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คน โดยมีค่าความตรง ตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป โดยระดับความเชื่อมั่น (Reliability) > 0.70 ขึ้นไป ทุกตอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าต่ำสุดและค่าสูงสุด สถิติเชิงวิเคราะห์ (Inferential Statistics) หาความสัมพันธ์ของปัจจัยกับการรับรู้ในการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคในถิ่นทุรกันดารของผู้สูงอายุ ร่วมกับโรค COVID-19 ในจังหวัดเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยสถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ Pearson วิเคราะห์สมการทำนายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสองกลุ่ม โดยใช้การใช้สถิติถดถอยเชิงพหุ (Multiple Linear regression) แบบStep wise วิเคราะห์ผลการพัฒนารูปแบบโดยใช้ Paired T- test ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ความรุนแรงของการเกิดโรคในถิ่นในถิ่นทุรกันดารอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง ส่วนการรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการเกิดโรคในถิ่นทุรกันดาร และ ความสามารถในการปฏิบัติตัวเพื่อการป้องกันการเกิดโรคในถิ่นทุรกันดารอยู่ในระดับสูง ในทางกลับกันการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคในถิ่นทุรกันดารของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับต่ำ การสนับสนุนทางด้านสังคมอยู่ในระดับสูง และคุณภาพชีวิตในช่วงการระบาดของโรคโควิดของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับปานกลางถึงสูง การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุพบว่า ตัวแปรซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์การรับรู้ในการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคในถิ่นทุรกันดารของผู้สูงอายุ ร่วมกับโรค COVID-19 ในจังหวัดอุบลราชธานี เรียงตามลำดับตัวแปรที่ดีที่สุดในการทำนาย ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการเกิดโรคในถิ่นทุรกันดาร การปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคฯ ปัจจัยด้านพฤติกรรมสุขภาพ ปัจจัยด้านจิตวิทยาและปัจจัยทางสังคม ตามลำดับ โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคะแนนการรับรู้ในการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคในถิ่นทุรกันดารของผู้สูงอายุร่วมกับโรค COVID-19 ได้ร้อยละ 61.9 (R2 =0.619, R2adj= 0.616, SEest=0.36473, F= 97.585, p < 0.001)อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนตัวแปรที่ดีที่สุดในการทำนายการรับรู้ในการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคในถิ่นทุรกันดารของผู้สูงอายุ ร่วมกับโรค COVID-19 ในจังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ การรับรู้ประโยชน์ของการป้องกันการเกิดโรคในถิ่นทุรกันดารและการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคหนอนพยาธิ ตามลำดับ โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของคะแนนการรับรู้ในการปฏิบัติตัวในการป้องกันโรคฯได้ร้อยละ 13.3 (R2=0.133, R2adj=0.118, SEest=0.44568, F= 2.731, p=0.006 )ได้รูปแบบการดูแลผู้สูงอายุระยะยาวในการป้องกันและควบคุมโรคในถิ่นทุรกันดารร่วมกับโรค COVID-19 ในรูปแบ SCKIISS ดังนี้ 1.การวางยุทธศาสตร์และแนวนโยบายในการดำเนินงานแบบบูรณาการร่วมกันในชุมชน (Structure & Policy)2.การบูรณาการและประสานงานเชื่อมต่อในทุกเครือข่ายในชุมชน(Coordination and Networking ) 3.การสร้างองค์ความรู้แก่ผู้สูงอายุ ผู้ดูแลผู้สูงอายุในครอบครัว ผู้ดูแลผู้สูงอายุ (CG) และภาคีเครือข่ายที่ดูแลผู้สูงอายุในชุมชน (Knowledge–based) 4.การสื่อสารเชิงบวกระหว่างเครือข่าย แก้ไขความเสี่ยงจากข่าวลวง ( Integrated advocacy) 5.การใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเข้าถึงง่าย (Information system) และ 6.การสร้างการรับรู้สู่การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของผู้สูงอายุผ่านการปฏิบัติ (Self-care) การประเมินประสิทธิผลของรูปแบบที่พัฒนาขึ้นพบว่าพบว่าระดับคะแนนหลังการทดลองของการรับรู้ของการเกิดโรคในถิ่นทุรกันดาร ความสามารถในการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันการเกิดโรคในถิ่นทุรกันดาร พฤติกรรมการป้องกันการเกิดโรคในถิ่นทุระกันดารและความพึงพอใจในการเข้าถึงระบบบริการด้านการดูแลระยะยาว เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งการศึกษาครั้งนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนและส่งเสริมให้ผู้สูงอายุ ได้มีความรู้ และพฤติกรรมที่เหมาะสมในการดูแลตนเอง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป