การศึกษาขอบเขตและสถานการณ์เบื้องต้นปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านการ ค้าของโรคไม่ติดต่อในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการศึกษาขอบเขตและสถานการณ์เบื้องต้นปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านการค้าของโรคไม่ติดต่อในประเทศไทยนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับปัจจัยกำหนดสุขภาพทางด้านการค้าของโรคไม่ติดต่อ (2) เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดและเครื่องมือในการศึกษาและติดตาม และ (3) เพื่อทดลองเก็บข้อมูลสถานการณ์ภาพรวมของประเทศไทยตามกรอบแนวคิดที่พัฒนาขึ้น โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ ด้วยวิธีการทบทวนวรรณกรรมอย่างกำหนดขอบเขต (scoping review) การสัมภาษณ์และปรึกษากลุ่มกับผู้เชี่ยวชาญและผู้เกี่ยวข้องกับกระบวนการนโยบายป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อ และทดลองเก็บข้อมูลสถานการณ์เบื้องต้นของกิจกรรมทางการค้าของอุตสาหกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ ได้แก่ อุตสาหกรรมยาสูบ อุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อุตสาหกรรมอาหารที่มีไขมันและโซเดียมสูงและอุตสาหกรรมเครื่องดื่มที่มีรสหวาน จากฐานข้อมูลทุติยภูมิที่สามารถเข้าถึงได้โดยสาธารณะทุกรูปแบบทั้งจากภาครัฐและเอกชนจากการทบทวนวรรณกรรม ผู้วิจัยได้พัฒนานิยามของ ปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านการค้าของโรคไม่ติดต่อ (commercial determinants of NCDs) หมายถึง กลยุทธ์และการปฏิบัติที่ใช้โดยภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเพื่อผลประโยชน์ทางด้านการค้า การเพิ่มผลกำไร ตลอดจนการรักษาความเสถียรภาพทางธุรกิจ ซึ่งส่งผลกระทบให้เกิดการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อของประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม และพัฒนากรอบแนวคิดในการศึกษาปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านการค้าของโรคไม่ติดต่อ ซึ่งประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ด้านการผลิตสินค้า (production) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการควบคุมวัตถุดิบและกระบวนการผลิตสินค้าที่จะมีผลกระทบต่อสุขภาพ (2) ด้านการตลาดและกระจายสินค้า (marketing and distribution) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการขยายตลาดและการเพิ่มการบริโภคของประชาชน และ (3) ด้านการแทรกแซงนโยบาย (policy interference) ซึ่งเกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ภาคธุรกิจพยายามมีอิทธิพลต่อกระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทั้งทางตรงและทางอ้อมนักวิจัยกำหนดขอบเขตในการศึกษาโครงสร้างและเครือข่ายธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ ไว้ 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) โครงสร้างของอุตสาหกรรมซึ่งครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่าของสินค้า (value chain) ตั้งแต่ธุรกิจต้นน้ำ (การจัดหาวัตถุดิบ) ธุรกิจกลางน้ำ (การผลิต/การแปรรูป) และธุรกิจปลายน้ำ (ช่องทางการจัดจำหน่ายถึงผู้บริโภค) (2) เครือข่ายทางธุรกิจหรือพันธมิตรทางการค้าของอุตสาหกรรม และ (3) องค์กรตัวแทนธุรกิจและองค์กรทางสังคมต่างๆ ของอุตสาหกรรมผู้ผลิตและจำหน่ายจากการทดลองเก็บข้อมูลเบื้องต้นสถานการณ์เบื้องต้นกลยุทธ์และการปฏิบัติด้านการแทรกแซงนโยบาย (policy interference) ของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อ พบทุกเหตุการณ์ กลยุทธ์และการปฏิบัติตามกรอบแนวคิดที่ถูกพัฒนาขึ้น ทุกอุตสาหกรรมมีการใช้กลยุทธ์การสร้างเครือข่ายพันธมิตร ทั้งการสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้กำหนดนโยบาย หน่วยงานรัฐต่างๆ สังคมและชุมชน และกลยุทธ์การสื่อสารเพื่อสร้างวาทะกรรมและลดทอนความน่าเชื่อถือของข้อมูลของฝ่ายสุขภาพ โดยทุกอุตสาหกรรมมีการจัดตั้งองค์กรทางสังคมและองค์กรหน้าฉาก (front group) เพื่อดำเนินกลยุทธ์เหล่านี้ อุตสาหกรรมยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นอุตสาหกรรมที่มีอิทธิพลทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมืองสูง พบว่ามีการเข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการกำหนดนโยบายด้านการป้องกันและควบคุมโรคไม่ต่อต่อ และใช้เครื่องมือทางกฎหมายและกฎระเบียบด้านการค้าการลงทุนเพื่อกดดันการออกนโยบายอย่างเห็นได้ชัด และบางกรณีอุตสาหกรรมร่วมเป็นสมาชิกขององค์กรและเครือข่ายเอกชนเพื่อต่อรองในกระบวนการนโยบายทางอ้อมการศึกษานี้มีข้อเสนอแนะดังนี้ (1) หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในฐานะหน่วนงานผู้กำหนดนโยนบายของประเทศควรจัดทำหลักปฏิบัติ (code of practice) สำหรับองค์กรและเจ้าหน้าภาครัฐในการมีปฏิสัมพันธ์กับภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมปัจจัยเสี่ยงโรคไม่ติดต่อเพื่อความโปร่งใสและป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (conflict of interests: COI) (2) หน่วยงานรัฐด้านสุขภาพควรศึกษาและสื่อสารสร้างความตระหนักให้แก่สังคมและผู้กำหนดนโยบายในทุกระดับ เกี่ยวกับปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านการค้าโดยเฉพาะด้านการแทรกแซงนโยบายของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมอย่างสม่ำเสมอ (3) ภาคประชาชนควรจัดตั้งเครือข่ายติดตามเฝ้าระวังกลยุทธ์และการปฏิบัติที่ต้องสงสัยว่าเป็นการแทรกแซงนโยบายของภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม และตอบโต้เพื่อลดผลกระทบอย่างเป็นระบบ เหมาะสม และทันการณ์ เพื่อปกป้องนโยบายสุขภาพจากปัจจัยกำหนดสุขภาพด้านการค้า