การปฏิรูประบบยาของประเทศไทยหลังโควิด-19
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการศึกษาวิจัยนี้มุ่งศึกษาระบบยาของประเทศไทยภายหลังการระบาดของโควิด 19 ซึ่งออกแบบระบบยาที่พึงประสงค์ต่อยอดจากข้อเสนอและกรอบแนวคิดในรายงานระบบยาของประเทศไทย 2563 โดยกำหนดขอบเขตของงานจากข้อสันนิษฐานว่า การระบาดของโควิด 19 ทำให้เกิด (1) การจัดการและปรับเปลี่ยนระบบงานภายใต้ระบบยาจากภาวะปกติเพื่อตอบสนองต่อการป้องกัน รักษา และควบคุมโรคโควิด 19 และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนทิศทางของระบบยาบางประการ หรือ (2) การปรับเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นนั้นมีอยู่แล้วในระบบปกติ แต่เกิดได้เร็วกว่าเดิม ทั้งนี้ ยาในที่นี้ครอบคลุมยาเคมี ชีววัตถุ วัคซีน และยาจากสมุนไพรวิธีวิจัยของโครงการ คือ ประยุกต์ใช้ระเบียบวิธีวิจัยของการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ (1) การวิเคราะห์ช่องว่างจากรายงานระบบยาประเทศไทยซึ่งได้ทบทวนวรรณกรรมระยะ 17 ปีย้อนจากปี 2562 ในงาน 12 ประเด็นในประเทศไทย ซึ่งพบว่า ส่วนที่จะต้องดำเนินการต่อคือ (2) การทบทวนวรรณกรรมของประเทศไทย และ การทบทวนวรรณกรรมต่างประเทศในการระบาดของโควิด 19 (3) ถอดบทเรียนการบริหารจัดการระบบยาในประเทศไทยในการระบาดของโควิด 19 (4) การศึกษาเชิงลึกรายประเทศที่โดดเด่นในการจัดการระบบ/ประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ เครือรัฐออสเตรเลีย, ประเทศนิวซีแลนด์, สาธารณรัฐเกาหลี และ ไต้หวัน (5) สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ เจ้าหน้าที่ในหน่วยงานรัฐ หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ดำเนินการเกี่ยวกับโควิด 19 จากทั้ง 4 ประเทศ (6) วิเคราะห์จัด theme ของประเด็นหรือองค์ประกอบย่อยที่เป็นระบบยาที่พึงประสงค์ (7) คัดเลือกประเด็นหรือองค์ประกอบย่อยที่มีลำดับความสำคัญด้วยเกณฑ์ที่กำหนดร่วมกันของคณะผู้วิจัย (8) จัดทำ แผนที่ทางเดิน และแผนปฏิบัติการสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้1. ประเด็น/ระบบย่อยของระบบยาที่พึงประสงค์ซึ่งควรปรับเปลี่ยนหรือเร่งดำเนินการในภาวะปกติ โดยเป็นผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโควิด 19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลกและที่ประเทศไทย นำเสนอตามกรอบแนวคิดระบบยาประเทศไทยโดยกำหนดผลผลิต/ผลลัพธ์ดังเดิม ได้แก่ การปรับปรุงการอภิบาลระบบ การเงินการคลัง ปัจจัยนำเข้า และกระบวนการ2. ประเด็น/ระบบย่อยที่ได้คัดเลือกแล้วว่ามีความสำคัญที่ควรจะดำเนินการปฏิรูปก่อน 4 ระบบย่อย จาก 27 ประเด็น ได้แก่ (1) ร้านยาเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพภาครัฐ, (2) เพิ่มความรอบรู้ด้านการใช้ยาและปกป้องประชาชนจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง, (3) เพิ่มการเข้าถึงการรักษาด้วยระบบการแพทย์ (เภสัชกรรม) ทางไกล, และ (4) การวิจัยและพัฒนายาจากสมุนไพร3. จัดทำแผนที่ทางเดินและแผนปฏิบัติการเพื่อปฏิรูปในประเด็น/องค์ประกอบย่อยที่สำคัญซึ่งคัดเลือกไว้ในข้อ 2 กำหนดระยะเวลาเป็นแผนระยะกลางคือ 5 ปี (ปี 2565 ถึง 2569 หรือปี 2566 ถึง 2570) โดยหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบงานในแต่ละประเด็น/องค์ประกอบย่อย เช่น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และสภาเภสัชกรรม เป็นต้นนอกจากนี้ การศึกษายังได้นำเสนอเกร็ดประสบการณ์การดำเนินการเชิงระบบที่น่าสนใจจากทั้ง 3 ประเทศ และ 1 ดินแดน ซึ่งน่าจะนำมาปรับใช้กับองค์ประกอบย่อยของประเทศไทย เช่น การใช้เครื่องมือใหม่ (horizon scanning) ช่วยดำเนินการ, ระบบข้อมูลรายบุคคลที่ใช้ร่วมกันระหว่างหน่วยงานสุขภาพ เป็นต้น