เรือมมะม็วด : ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านของกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร ในจังหวัดศรีสะเกษ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการจัดการสุขภาพแบบพื้นบ้านด้วยการใช้กิจกรรมเรือมมะม็วดของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 2) ศึกษากระบวนการการตัดสินใจในการเลือกรักษาโรคตามวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่หรือการจัดการสุขภาพแบบพื้นบ้านด้วยการใช้กิจกรรมเรือมมะม็วด ของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ ไทย-เขมร 3) วิเคราะห์คุณค่าทางนันทนาการของกิจกรรมเรือมมะม็วดของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร และ 4) วิเคราะห์แนวโน้มในอนาคตของกระบวนการการจัดการสุขภาพแบบพื้นบ้านด้วยการใช้กิจกรรมเรือมมะม็วดของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร โดยผู้วิจัยได้ใช้วิธีการสืบค้นข้อมูลโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการค้นคว้าเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม คัดเลือกพื้นที่การศึกษาโดยใช้วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง โดยผู้วิจัยได้ทำการคัดเลือกหมู่บ้านที่มีประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมรอาศัยอยู่อย่างหนาแน่นและมีหลักฐานการจัดกิจกรรมเรือมมะม็วดอย่างต่อเนื่อง ในช่วง พ.ศ. 2553-2563 จำนวน 6 หมู่บ้าน จาก 6 อำเภอ ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ ได้แก่ อำเภอกันทรลักษ์ อำเภอขุขันธ์ อำเภอขุนหาญ อำเภอภูสิงห์ อำเภอศรีรัตนะ และอำเภอห้วยทับทัน มีผู้ให้ข้อมูลหลักจนทำให้ข้อมูลอิ่มตัว รวมทั้งสิ้น จำนวน 139 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ซึ่งงานวิจัยนี้ได้ผ่านการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์จาก คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ เลขที่โครงการวิจัย 001/2564 ผลการศึกษาที่สำคัญ พบว่า 1) ในปี พ.ศ. 2563 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 ในประเทศไทย ชาวบ้านในพื้นที่ในการศึกษาครั้งนี้ ต่างเกิดความตื่นตระหนกและกลัวต่อการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 เป็นอย่างมาก อีกทั้งหน่วยงานภาครัฐได้ห้ามจัดกิจกรรมที่มีผู้ร่วมชุมนุมเป็นจำนวนมาก ดังนั้นจึงทำให้ในช่วงปี พ.ศ. 2563 การดำเนินกิจกรรมเรือมมะม็วดในพื้นที่การศึกษาครั้งนี้จึงมีน้อยมาก แต่ก็มีหลายครอบครัวที่ยังคงดำเนินการจัดกิจกรรมภายใต้ความเชื่อของตนเอง โดยชาวบ้านที่จัดกิจกรรมมีความเชื่อร่วมกันว่า การจัดกิจกรรมเรือมมะม็วด ไม่ใช่กิจกรรมที่จะจัดขึ้นเพื่อความสนุกสนาน รื่นเริง แต่เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพราะมีเหตุที่จำเป็น ที่จะต้องจัดกิจกรรมนี้ขึ้น ไม่จัดไม่ได้ โดยการจัดกิจกรรมเรือมมะม็วดในระยะนี้พบว่ามีการจัดขึ้นแบบกระท่อนกระแท่น ไม่สมบูรณ์ตามประเพณีดั้งเดิม เน้นจัดตามสถานการณ์ที่พึงจะจัดกิจกรรมได้เท่านั้น ส่วนในช่วงปี พ.ศ. 2564 พบว่า ด้วยมาตรการผ่อนปรนต่าง ๆ จากทางภาครัฐและอีกทั้งประชาชนในพื้นที่การศึกษาเริ่มมีความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด 19 มากขึ้น ทำให้ในช่วงเดือน ธันวาคม พ.ศ. 2564 - กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565 มีการจัดกิจกรรมเรือมมะม็วดมากขึ้นกว่าปี พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา โดยจากการเก็บข้อมูลภาคสนาม พบว่า มีการจัดงานเรือมมะม็วดในพื้นที่ในการศึกษาครั้งนี้ มากกว่า 10 งาน/เดือน/ตำบล โดยการจัดกิจกรรม ผู้จัดกิจกรรม (เจ้าภาพ) จะต้องมีมาตรการทางการแพทย์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด 19 อย่างเคร่งครัด อาทิ ไม่เชิญผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่มีจำนวนมากเกินไป มีจุดวัดอุณหภูมิให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม มีเจลแอลกอฮอล์หรือสเปรย์แอลกอฮอล์ไว้บริการ มีหน้ากากอนามัยไว้บริการ งดการรับประทานอาหารร่วมกันโดยการแจกอาหารและของฝากใส่ถุงกลับบ้าน และขออนุญาตต่อผู้นำชุมชน เป็นต้น ส่วนผู้เข้าร่วมกิจกรรม ก็จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติตามมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 อย่างเคร่งครัดด้วยเช่นกัน 2) กระบวนการการตัดสินใจในการเลือกรักษาโรคตามวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่หรือการจัดการสุขภาพแบบพื้นบ้านด้วยการใช้กิจกรรมเรือมมะม็วด ของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ ไทย-เขมร พบว่า ปัจจุบันประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ ไทย-เขมร นิยมรักษาโรคตามวิธีทางการแพทย์สมัยใหม่มากกว่า ส่วนการจัดการสุขภาพแบบพื้นบ้านด้วยการใช้กิจกรรมเรือมมะม็วด จะดำเนินการเฉพาะกรณีที่ไปตรวจและรักษาด้วยการแพทย์สมัยใหม่แล้ว แพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยโรค หรือไม่สามารถรักษาให้หายขาดจากโรคได้ ชาวบ้านจึงได้หันมาพึ่งกิจกรรมเรือมมะม็วดตามความเชื่อดั้งเดิมของตนเอง 3) คุณค่าทางนันทนาการของกิจกรรมเรือมมะม็วดของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร พบว่า กิจกรรมเรือมมะม็วดมีคุณค่าด้านสังคมมากที่สุด กล่าวคือ กิจกรรมเรือมมะม็วดช่วยเสริมสร้างความร่วมมือร่วมใจ เสริมสร้างความมีมิตรไมตรี และเสริมสร้างการทำงานประสานกันของคนในชุมชน รองลงมาคือ ด้านจิตใจและอารมณ์ กล่าวคือ กิจกรรมเรือมมะม็วดช่วยเสริมสร้างความพึงพอใจ เสริมสร้างการผ่อนคลายความตึงเครียด เสริมสร้างความร่าเริง แจ่มใส ของผู้เข้าร่วมกิจกรรม 4) แนวโน้มในอนาคตของกระบวนการการจัดการสุขภาพแบบพื้นบ้านด้วยการใช้กิจกรรมเรือมมะม็วดของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร ในจังหวัดศรีสะเกษ พบว่า จากการเก็บข้อมูลภาคสนามในพื้นที่การศึกษาทั้ง 6 หมู่บ้าน แม้จะยังกล่าวได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของหมู่บ้านเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร แต่อย่างไรก็ตามสภาพปัจจุบันของแต่ละหมู่บ้านได้มีการอยู่อาศัยแบบพหุวัฒนธรรมมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับสมัยอดีต ซึ่งเกิดการย้ายถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของประชาชนเพื่อประกอบอาชีพและการแต่งงานข้ามกลุ่มชาติพันธุ์นั้นเอง ทำให้ปัจจุบันบางหมู่บ้านมีทั้งประชาชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ส่วย เขมร ลาว และเยอ ปรากฏอยู่ร่วมกันภายในหมู่บ้าน ดังนั้นการจัดกิจกรรมเรือมมะม็วด จึงถือเป็นกิจกรรมที่ยึดต่อปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร ที่ยังมีความเชื่อในเรื่องนี้เท่านั้น ไม่ใช่กิจกรรมหลักที่ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านจะต้องร่วมกันปฏิบัติ แต่อย่างไรก็ตามกิจกรรมนี้จะยังคงมีแนวโน้มที่จะยังคงปรากฏอยู่ในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษต่อไปภายในช่วงระยะเวลา 10-20 ปี ต่อจากนี้ เนื่องจากยังมีกลุ่มบุคคลที่ยังมีความเชื่อและยึดถือปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมของตนเองอยู่อย่างเคร่งครัด แม้จะมีจำนวนที่ลดน้อยลงตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ก็ตาม และอีกกลุ่มบุคคลที่กำลังมีบทบาทสำคัญต่อการสืบทอดกิจกรรมเรือมมะม็วดในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ คือ กลุ่มเพศทางเลือก (หญิงข้ามเพศ กะเทย เกย์) โดยปัจจุบันพบว่า กลุ่มบุคคลเพศทางเลือก ได้เข้ามามีบทบาทในกิจกรรมเรือมมะม็วดมากขึ้น ทั้งในบทบาทครูมะม็วด (ผู้ดูแลกิจกรรม) และร่างทรงมะม็วด (ผู้ร่วมรำ) โดยประชาชนในชุมชนที่มีความเชื่อเรื่องมะม็วดต่างให้การยอมรับครูมะม็วด และร่างทรงมะม็วดที่เป็นเพศทางเลือกไม่แตกต่างจากเพศชายจริง-หญิงแท้ แต่สำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี การจัดกิจกรรมเรือมมะม็วดไม่ได้มีบทบาทโดยตรงต่อความเชื่อ และการปฏิบัติของเด็กและเยาวชนกลุ่มนี้อีกต่อไป เด็กบางคนทราบเพียงว่ากิจกรรมนี้เรียกว่าเรือมมะม็วด แต่ไม่ทราบถึงวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมและไม่ได้เห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมดังกล่าวอีกต่อไปแม้จะเป็นบุตรหลานของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร ก็ตาม สรุปได้ว่าแม้ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะมีเพิ่มมากเพียงใดก็ตาม แต่หากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยังไม่เข้าถึงหลักจิตวิญญาณของผู้คนในชุมชนได้ ประชาชนในชุมชนบางส่วนก็จะยังคงยึดถือแนวปฏิบัติตามความเชื่อแบบดั้งเดิมของตนและบรรพบุรุษ กล่าวคือ หากหลักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับระบบความเชื่อในการจัดกิจกรรมเรือมมะม็วดของประชาชนในพื้นที่ได้ กิจกรรมเรือมมะม็วดก็จะยังคงมีบทบาทต่อวิถีชีวิตของประชาชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทย-เขมร ต่อไป แต่การคงอยู่นี้จะมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนครั้งในการจัดกิจกรรมลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ทุก ๆ ปี จนกระทั่งวันหนึ่งการจัดกิจกรรมนี้อาจจะสูญหายไปจากพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษก็เป็นได้ หากยังไร้ซึ่งการอนุรักษ์จากทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานงานที่เกี่ยวข้อง