ความสัมพันธ์เชิงวิวัฒนาการของพืชสมุนไพรบางชนิดในวงศ์ Acanthaceae และความเป็นพิษต่อเซลล์ของสารสกัดหยาบจากใบสังกรณี (Barleria strigosa)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความหลากหลายของพืชในวงศ์ Acanthaceae ด้วยเทคนิคระดับโมเลกุล และฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหยาบจากใบสังกรณี (Barleria strigosa) โดยศึกษาความหลากหลายและความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของพืชวงศ์ Acanthaceae จำนวน 55 ตัวอย่าง โดยเทคนิค PCR ในตำแหน่ง trnL-trnF ของคลอโรพลาสต์ดีเอ็นเอ ด้วยไพรเมอร์ c/d หรือ c/f พบว่าผลผลิตพีซีอาร์มีขนาดประมาณ 550 คู่เบส และ 900 คู่เบส ตามลำดับ เมื่อนำลำดับนิวคลีโอไทด์มาสร้าง phylogenetic tree ด้วยโปรแกรม MEGA 5 สามารถจำแนกกลุ่มตัวอย่างพืชได้เป็น 2 วงศ์ย่อย คือ วงศ์ย่อย Thunbergioideae ที่มีตัวอย่างเฉพาะสกุล Thunbergia และวงศ์ย่อย Acanthoideae ที่สามารถแบ่งเป็น 2 เผ่า ได้แก่ เผ่า Ruellieae และเผ่า Acantheae โดยเผ่า Ruellieae จำแนกเป็น 4 กลุ่มย่อย คือ เผ่าย่อยขาไก่ (Justiciinae) เผ่าย่อยต้อยติ่ง (Ruelliinae) เผ่าย่อยฟ้าทะลายโจร (Andrographinae) และเผ่าย่อยอังกาบ (Barleriinae) และเมื่อศึกษาความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมของพืชในสกุลห้อมช้าง จำนวน 14 ตัวอย่าง ด้วยการหาลำดับนิวคลีโอไทด์บริเวณ trnL-trnF และเทคนิค sequence-related amplified polymorphism (SRAP) พบว่าทั้งสองเทคนิคให้ผลที่แตกต่างกัน อาจเนื่องจากเป็นลำดับนิวคลีโอไทด์ของบริเวณ trnL-trnF เพียงตำแหน่งเดียว แต่เทคนิค SRAP เป็นการศึกษาดีเอ็นเอทั้งจีโนม โดยแสดงค่าสัมประสิทธิ์ความเหมือนตามวิธี simple matching ระหว่าง 0.45 - 0.98 สำหรับการศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของสารสกัดหยาบจากใบสังกรณีที่สกัดด้วยตัวทำละลายเฮกเซน ไดคลอโรมีเทน เอทิลอะซิเตท และบิวทานอล ด้วยวิธีแยกส่วน เมื่อทดสอบฤทธิ์การยับยั้งเชื้อแบคทีเรียด้วยวิธี paper disc diffusion พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในระดับต่ำ โดยสารสกัดหยาบจากตัวทำละลายบิวทานอล ที่ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร เท่านั้นที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งเชื้อ Micrococcus luteus และ Staphyloccus aureus และเมื่อนำสารสกัดหยาบมาตรวจสอบความเป็นพิษต่อเซลล์ไลน์ 8 ชนิด คือ เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวของหนูชนิด P388 เซลล์มะเร็งเต้านมของมนุษย์ชนิด MCF7 เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ของมนุษย์ชนิด HT29 เซลล์มะเร็งช่องปากของมนุษย์ชนิด KB เซลล์มะเร็งตับของมนุษย์ชนิด HepG2 เซลล์มะเร็งปากมดลูกของมนุษย์ชนิด HeLa เซลล์ไฟโบรบลาสต์ของหนูชนิด L929 และเซลล์ไตลิงชนิด Vero cell ที่ระดับความเข้มข้น 0-1000 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร เป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง ในหลอดทดลองด้วยวิธี Methyl thiazolyl tetrazolium (MTT) พบว่าสารสกัดหยาบแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ไลน์ในระดับต่ำ และสารสกัดหยาบจากตัวทำละลายบิวทานอลแสดงความเป็นพิษต่อเซลล์มากที่สุด โดยความเข้มข้นที่ทำให้เซลล์เป็นพิษ 50 เปอร์เซ็นต์ (50% cytotoxic concentration: CC50) ในเซลล์ชนิด P388, MCF7, KB และ HeLa เท่ากับ 177.74, 456.66, 238.73 และ 946.98 ไมโครกรัมต่อมิลลิลิตร ตามลำดับ โดยสารที่เป็นองค์ประกอบส่วนใหญ่จากสารสกัดหยาบจากตัวทำละลายบิวทานอลที่วิเคราะห์โดย GC-MS คือ cyclohexaneacetic acid และ benzonitrile