การรวบรวมพันธุ์และประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของดีปลี (Piper retrofractum) ในประเทศไทยเพื่อการปรับปรุงพันธุ์และการใช้ประโยชน์ในอนาคต
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การรวบรวมพันธุ์และประเมินความหลากหลายทางพันธุกรรมของดีปลี (Piper retrofractum) ในประเทศไทยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมพันธุ์ดีปลีในแหล่งปลูกและแหล่งธรรมชาติในประเทศไทยเพื่อรองรับการใช้ประโยชน์จากสารสกัดดีปลีในอนาคต พร้อมทั้งเพื่อจัดจำแนกพันธุ์ดีปลีที่รวบรวมในแหล่งปลูกและแหล่งธรรมชาติในประเทศไทย โดยใช้ข้อมูลทางพันธุกรรมร่วมกับข้อมูลของลักษณะทางสัณฐานวิทยาบางประการของดีปลี จากผลการวิจัยความหลากหลายทางพันธุกรรมของดีปลีด้วยเครื่องหมาย Amplified fragment length polymorphism (AFLP) จำนวน 11 คู่ไพรเมอร์กับตัวอย่างดีปลีจำนวน 104 ตัวอย่าง จาก 52 จังหวัด พบว่าได้จำนวนแถบดีเอ็นเอทั้งสิ้น 187 แถบ เป็นแถบดีเอ็นเอที่ให้พอลิมอร์ฟิซึม 56 แถบ เฉลี่ย 5.09 แถบต่อไพรเมอร์ โดยที่ค่าความเหมือนทางพันธุกรรมที่ 0.79 สามารถแบ่งกลุ่มตัวอย่างได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ โดยในกลุ่มแรกประกอบด้วยตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 34 ตัวอย่าง จากภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ค่าความเหมือนทางพันธุกรรมที่ 0.84 สามารถแบ่งกลุ่มที่ 2 ได้เป็น 2 กลุ่มย่อย ได้แก่ กลุ่ม 2.1 ประกอบด้วยตัวอย่างทั้งสิ้น 42 ตัวอย่าง จากภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกลุ่มที่ 2.2 ประกอบด้วยตัวอย่างทั้งสิ้น 28 ตัวอย่าง จากภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลาง ซึ่งจากข้อมูลการจัดกลุ่มทางพันธุกรรมไม่สามารถจัดจำแนกได้ตามแหล่งที่มาของตัวอย่างดีปลีที่ใช้ในการศึกษา สำหรับการศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาของดีปลี พบว่าลักษณะใบแก่ของดีปลีทุกตัวอย่างมีลักษณะเป็นสีเขียวเข้ม ผิวใบเกลี้ยงไม่มีขนปกคลุม ขอบใบเรียบ เนื้อใบบาง รูปร่างใบเป็นแบบใบหอก ลักษณะปลายใบเป็นแบบปลายเรียวแหลม โดยส่วนปลายใบจะเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งเล็กน้อย ลักษณะโคนใบเป็นแบบโคนใบเบี้ยว ในขณะที่ใบอ่อนที่เกิดขึ้นใหม่จะเห็นได้ว่ามีรูปร่างใบเป็นแบบรูปหัวใจ ลักษณะปลายใบเป็นแบบปลายเรียวแหลม ลักษณะโคนใบเป็นแบบโคนใบรูปหัวใจ ซึ่งจะเห็นว่าลักษณะทางสัณฐานของสายพันธุ์ดีปลีที่รวบรวมได้มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันมาก ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงไม่สามารถใช้ข้อมูลด้านสัณฐานวิทยาในการจัดจำแนกสายพันธุ์ได้ อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าในการศึกษาในครั้งนี้จะไม่สามารถนำข้อมูลแหล่งที่มาและลักษณะสัณฐานวิทยาของใบดีปลีมาใช้เป็นข้อมูลในการจัดกลุ่มทางพันธุกรรมได้อย่างชัดเจน แต่พันธุกรรมดีปลีที่รวบรวมได้จากการวิจัยครั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ต่อการคัดเลือกพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์ดีปลีในอนาคต