แมลงสโตนฟลาย (อันดับ Plecoptera) ในประเทศไทย: การแพร่กระจายและการใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหลากชนิด และการแพร่กระจายของตัวอ่อนแมลงสโตนฟลาย (อันดับ Plecoptera) ในประเทศไทยรวม 49 สถานี โดยการตรวจสอบตัวอย่างจากห้องเก็บตัวอย่างแมลงน้ำ สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (Khon Kaen University Aquatic Collection: KKU-AIC) และการเก็บตัวอย่างตัวอ่อนแมลงสโตนฟลายเพิ่มเติม ผลการศึกษาพบตัวอ่อนแมลงสโตนฟลาย 4 วงศ์ 13 สกุล 16 ชนิด ได้แก่ วงศ์ Perlidae พบจำนวนชนิดมากที่สุด คือ 9 ชนิด (Etrocorema nigrogeniculatum, Etrocorema sp., Kamimuria sp., Neoperla gordonae, Neoperla sp., Paragnetina sp., Phanoperla sp., Tetropina sp. และ Togoperla sp.) วงศ์ Nemouridae พบ 4 ชนิด (Amphinemura sp., Indonemoura sp., Nemoura sp. และ Protonemora sp.) จากการศึกษาครั้งนี้พบสกุล Protonemora เป็นการรายงาน ครั้งแรกในประเทศไทย วงศ์ Peltoperlidae พบ 2 ชนิด (Cryptoperla karen และ C. meo) และวงศ์ Leuctridae พบจำนวนชนิดน้อยที่สุด พบ 1 ชนิด (Rhopalopsole sp.) ตามลำดับ ผลการศึกษาการกระจายตัว พบว่าตัวอ่อนแมลงสโตนฟลายวงศ์ Perlidae สกุล Neoperla และ Etrocorema มีการกระจายตัวมากที่สุด กล่าวคือ พบการกระจายทั่วทุกภาคของประเทศไทย และตัวอ่อนแมลงสโตนฟลายฟลายวงศ์ Leuctridae สกุล Rhopalopsole มีการกระจายตัวน้อยที่สุด กล่าวคือ พบเฉพาะในภาคเหนือของประเทศไทยเท่านั้น ผลการศึกษาการเชื่อมโยงตัวอ่อนและตัวเต็มวัยแมลงสโตนฟลายโดยดีเอ็นเอบาร์โค้ดด้วยยีน COI บนดีเอ็นเอไมโทคอนเดรียพบว่าตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของแมลงสโตนฟลายที่สำรวจพบไม่พบชนิดตรงกัน ทำให้ไม่สามารถเชื่อมโยงได้ นอกจากนั้นการศึกษาครั้งนี้ยังสำรวจพบแมลงชีปะขาวสกุลใหม่ของโลก คือ Megabranchiella gen. nov. และบรรยายชนิดใหม่ของโลก 2 ชนิด ได้แก่ M. scutulata sp. nov. และ M. longusa sp. nov