การขยายกำลังการผลิตหน้ากากอนามัย ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกรอง PM2.5 ในระดับอุตสาหกรรม เพื่อป้องกันโรคติดต่อเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นเนื่องจากปัญหาPM2.5
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายกำลังการผลิตวัสดุคอมพอสิทของไฮดรอกซีอะพาไทต์และไททาเนียมไดออกไซค์เพื่อใช้เป็นสารเคลือบแผ่นกรองสำหรับหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นละอองจิ๋วขนาดอนุภาคเฉลี่ยเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 ในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งจะส่งผลให้สามารถลดผลกระทบที่มีต่อสุขภาพโดยเฉพาะระบบทางเดินหายใจของประชาชน อันเนื่องมาจากฝุ่นละอองขนาดเล็กในระดับ PM2.5 และลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจจากบุคคลหนึ่งไปสู่บุคคลอื่นได้ จากการดำเนินงานพบว่าการขยายกำลังการผลิตวัสดุคอมพอสิทฯ ต้องมีการปรับขนาดของเครื่องจักรและปัจจัยในการกระบวนการผลิต เช่น ปริมาณสารเคมี ระยะเวลาในการทำปฏิกิริยาและปัจจัยอื่นๆ ที่แตกต่างไปจากการผลิตในระดับห้องปฏิบัติการ แต่วัสดุคอมพอสิทฯ ที่สังเคราะห์ได้ยังมีคุณสมบัติเหมือนเดิม โดยสามารถขยายกำลังผลิตจากเดิม 250 กรัม/รอบการผลิต เป็น 15 กิโลกรัม/รอบการผลิต และเมื่อนำไปผลิตเป็นน้ำเคลือบสำหรับเคลือบบนผ้าไม่ถักทอชนิดเส้นใยพอลิเอสเทอร์ผสมเส้นใยเรยอน (50% โดยน้ำหนัก) พบว่าแผ่นกรองที่ได้มีคุณสมบัติเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางแสงที่ดี ดังนั้นจึงได้นำผ้าไม่ถักทอเคลือบด้วยวัสดุคอมพอสิทฯ ไปผลิตเป็นหน้ากากอนามัย จำนวน 2 ชนิด คือ ชนิด KN95 ซึ่งเป็นหน้ากากอนามัยที่มีรูปทรงตามมาตรฐานของประเทศจีน และ ชนิด KF94 ซึ่งเป็นหน้ากากอนามัยที่มีรูปทรงตามมาตรฐานของประเทศเกาหลี โดยหน้ากากอนามัยทั้ง 2 ชนิด เป็นที่นิยมนำมาใช้งานสำหรับบุคลากรทางการแพทย์และบุคคลทั่วไป โดยได้จ้างโรงงานผู้ผลิตหน้ากากอนามัยที่ได้รับมาตรฐาน พบว่า หน้ากากอนามัยทั้ง 2 ชนิด มีประสิทธิภาพในการกรอง PM2.5 และ กรองไวรัสได้ถึง 99% ซึ่งมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับหน้ากากอนามัยที่ผลิตด้วยแผ่นกรองเคลือบวัสดุคอมพอสิทฯ ที่ได้จากการผลิตระดับห้องปฏิบัติการ โดยหน้ากากอนามัยทั้ง 2 ชนิด สามารถจัดอยู่ในประเภท Type IIR ตามมาตรฐาน (EN14683:2019) หรือ Level 3 ตามมาตรฐาน (ASTM F2100:2019) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการกรอง PM2.5 และ กรองไวรัส สูงกว่า หน้ากากอนามัย Type I ตามมาตรฐาน (EN14683:2019) หรือ Level 1 ตามมาตรฐาน (ASTM F2100:2019) การขยายกำลังการผลิตวัสดุคอมพอสิทของไฮดรอกซีอะพาไทต์และไททาเนียมไดออกไซด์ในรูปแบบโรงงานนำร่อง (Pilot plant) เพื่อขยายกำลังการผลิตในระดับอุตสาหกรรมนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงของผู้ประกอบการในการผลิตวัสดุคอมพอสิทดังกล่าวหากมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีนี้ไปยังผู้ประกอบการที่มีความสนใจ ซึ่งเป็นโอกาสในการสร้างศักยภาพการผลิตหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพสูงในการป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ขึ้นในประเทศ ทำให้สามารถผลิตหน้ากากอนามัยเพื่อตอบสนองต่อสภาวะมลพิษที่เกิดขึ้นในประเทศได้อย่างทันท่วงที เป็นโอกาสในการลดการนำเข้าหน้ากากอนามัยที่มีประสิทธิภาพป้องกัน PM2.5 ได้ และส่งเสริมการส่งออกไปยังประเทศที่มีปัญหาดังกล่าวได้อีกด้วย