การพัฒนาคุณสมบัติทางกลของไม้ยางพาราด้วยคลื่นไมโครเวฟเพื่อใช้งานภายนอกอาคาร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาคุณสมบัติเชิงกลของไม้ยางพาราด้วยคลื่นไมโครเวฟเพื่อใช้ในการก่อสร้างอาคาร เปรียบเทียบไม้ยางพารา3 ส่วนคือ ส่วนปลาย ส่วนกลาง และส่วนโคนของลำต้น โดยการอาบสารเคมี 2 ประเภท คือ สารเคมีประเภทน้ำมัน และสารเคมีประเภทละลายในน้ำมันโซล่า ในอัตราส่วน 50: 50 และผ่านการอบไล่ความชื้นด้วยลมร้อนที่อุณหภูมิ 60 ?C และผ่านการอบไล่ความชื้นด้วยพลังงานไมโครเวฟที่กำลังวัตต์ 100 W อบให้ความชื้นในเนื้อไม้เหลือ 15 % และนำมาทดสอบหากำลังต้านทานแรงอัด ตามมาตรฐาน ASTM D143-94 จากการศึกษาพบว่าไม้ยางพาราส่วนโคนที่ผ่านการอาบสารเคมีประเภทน้ำมัน ผ่านการอบไล่ความชื้นด้วยพลังงานไมโครเวฟ ใช้เวลา 9 ชั่วโมง 40 นาที รับกำลังต้านทานแรงอัดในทิศทางตั้งฉากกับเสี้ยนได้สูงสุดเท่ากับ 17.99 MPa มีกำลังต้านทานเพิ่มขึ้น 62 % และไม้ยางพาราที่ผ่านการอาบสารเคมีประเภทละลายในน้ำมันโซล่า ผ่านการอบไล่ความชื้นด้วยลมร้อน ใช้เวลา 24 ชั่วโมง รับกำลังต้านทานแรงอัดในทิศทางขนานกับเสี้ยนได้สูงสุดเท่ากับ 40.31 MPa มีกำลังต้านทานเพิ่มขึ้น 137 % จากการอบไล่ความชื้นด้วยพลังงานไมโครเวฟ ทำให้ความชื้นถ?ายเทจากภายในออกสู?ผิวนอกของเนื้อไม้โดยใช้เวลา 2-10 ชั่วโมง ต?างกับการอบด้วยลมร้อน ซึ่งจะถ?ายเทความร?อนจากผิวไปสู?ภายในเนื้อไม้ จึงทำให้ใช้เวลาในการอบไล่ความชื้นนานถึง 12-48 ชั่วโมง จากการเปรียบเทียบกับค่ามาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย แสดงให้เห็นว่าไม้ยางพารา ส่วนกลาง และส่วนโคน ของลำต้น สามารถนำไปใช้ในการก่อสร้างอาคารได้