กำลังโหลดข้อมูล…
Search for a command to run...
การศึกษาสถานะภาพของโลหะหนักและความสัมพันธ์กับแร่ดินเหนียวในดินที่ราบภาคกลางของประเทศไทย ทำในดิน 10 ชุดดิน ที่มีอาณาเขตกว้างขวางคือ ชุดดินอยุธยา บางกอก บางเขน บางน้ำเปรี้ยว และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นดินในกลุ่มดิน Vertic Endoaquepts กับชุดดิน รังสิต เสนา และธัญญบุรี ในกลุ่มดิน Sulfic Endoaquepts กับชุดดินสมุทรปราการ (Fluvaquentic Endoaquepts และชุดดินท่าจีน (Sodic Hydraquents) โดยเก็บตัวอย่างในเขตรากพืชของทุกดิน 3 ระดับ ตั้งแต่ 0-100 เซนติเมตร ทั้งหมด 61 บริเวณ 183 ตัอย่าง วิเคราะห์สมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน และแร่วิทยาของดิน โดยวิธีมาตรฐาน และวิเคราะห์ธาตุโลหะหนัก 10 ธาตุคือ แคดเมียม นิเกิล ปรอท โครเมียม ตะกั่ว แมงกานีส ทองแดง สังกะสี สารหนูหรืออาร์ซีนิก และซีลีเนียม โดยวิธีวิเคราะห์โลหะหนักในดินมาตรฐาน ผลจากการศึกษาพบว่าดินในพื้นที่ราบภาคกลางเป็นดินเนื้อละเอียด มีสมบัติทางเคมีส่วนใหญ่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก แต่เป็นดินที่มีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่ำ โดยดินทั้งหมดมีระดับความอุดมสมบูรณ์ในเขตรากพืชในระดับปานกลางถึงสูง ดินส่วนใหญ่ใช้ทำนาข้าวและมีการจัดการดิน-ปุ๋ย ที่แสดงในสมบัติทางเคมีของดินชัดเจน ดินมีลักษณะเด่นเชิงแร่วิทยาคือ มีแร่ในลักษณะแร่ผสมประกอบด้วยแร่เคโอลิไนต์ อิลไลต์ และสเมกไทต์ ซึ่งมีผลต่อความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนของดิน ธาตุโลหะหนักมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับแร่ดินเหนียวใน 2 ลักษณะคือ กลุ่มหนึ่งสัมพันธ์กับแร่ในกลุ่มสเมกไทต์ และอิลไลต์ ซึ่งเป็นธาตุโลหะหนักที่มีความสัมพันธ์กับเบสและความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนได้แก่ นิเกิล ปรอท แมงกานีส และสังกะสี และอีกกลุ่มหนึ่งมีความสัมพันธ์กับแร่เคโอลิไนต์ ซึ่งเป็นธาตุโลหะหนักที่มีความสัมพันธ์กับสภาพความเป็นกรดที่แลกเปลี่ยนได้ ได้แก่ ทองแดง แคดเมียม โครเมียม และอาร์ซีนิก สำหรับตะกั่ว และซีลีเนียม ไม่แสดงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับแร่ดินเหนียวและสมบัติต่าง ๆ ของดิน ค่าวิเคราะห์โลหะหนักแสดงว่า โลหะหนักที่มีอยู่ในดินภาคกลางส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่า ค่าวิกฤติของดินสำหรับทำการเกษตร และที่อยู่อาศัย แต่มีค่าอาร์ซีนิกสูงกว่าระดับวิกฤติที่กำหนดไว้มากในทุกชุดดิน แต่เกิดจากของวัตถุต้นกำเนิดดิน ไม่ใช่เกิดจากการใช้ที่ดินในทุกลักษณะทั้งทางการเกษตรและการใช้ในด้านอื่น ๆ ซึ่งการศึกษาเพื่อทบทวนค่าวิกฤติของอาร์ซีนิกในระบบดินและพืชในที่ราบภาคกลาง น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการศึกษาธาตุโลหะหนักในดิน และการกำหนดค่าวิกฤติมาตรฐานสำหรับธาตุนี้ การศึกษาสถานะภาพของโลหะหนักและความสัมพันธ์กับแร่ดินเหนียวในดินที่ราบภาคกลางของประเทศไทย ทำในดิน 10 ชุดดิน ที่มีอาณาเขตกว้างขวางคือ ชุดดินอยุธยา บางกอก บางเขน บางน้ำเปรี้ยว และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นดินในกลุ่มดิน Vertic Endoaquepts กับชุดดิน รังสิต เสนา และธัญญบุรี ในกลุ่มดิน Sulfic Endoaquepts กับชุดดินสมุทรปราการ (Fluvaquentic Endoaquepts และชุดดินท่าจีน (Sodic Hydraquents) โดยเก็บตัวอย่างในเขตรากพืชของทุกดิน 3 ระดับ ตั้งแต่ 0-100 เซนติเมตร ทั้งหมด 61 บริเวณ 183 ตัอย่าง วิเคราะห์สมบัติทางกายภาพและเคมีของดิน และแร่วิทยาของดิน โดยวิธีมาตรฐาน และวิเคราะห์ธาตุโลหะหนัก 10 ธาตุคือ แคดเมียม นิเกิล ปรอท โครเมียม ตะกั่ว แมงกานีส ทองแดง สังกะสี สารหนูหรืออาร์ซีนิก และซีลีเนียม โดยวิธีวิเคราะห์โลหะหนักในดินมาตรฐาน ผลจากการศึกษาพบว่าดินในพื้นที่ราบภาคกลางเป็นดินเนื้อละเอียด มีสมบัติทางเคมีส่วนใหญ่ในเกณฑ์ดีถึงดีมาก แต่เป็นดินที่มีฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ต่ำ โดยดินทั้งหมดมีระดับความอุดมสมบูรณ์ในเขตรากพืชในระดับปานกลางถึงสูง ดินส่วนใหญ่ใช้ทำนาข้าวและมีการจัดการดิน-ปุ๋ย ที่แสดงในสมบัติทางเคมีของดินชัดเจน ดินมีลักษณะเด่นเชิงแร่วิทยาคือ มีแร่ในลักษณะแร่ผสมประกอบด้วยแร่เคโอลิไนต์ อิลไลต์ และสเมกไทต์ ซึ่งมีผลต่อความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนของดิน ธาตุโลหะหนักมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับแร่ดินเหนียวใน 2 ลักษณะคือ กลุ่มหนึ่งสัมพันธ์กับแร่ในกลุ่มสเมกไทต์ และอิลไลต์ ซึ่งเป็นธาตุโลหะหนักที่มีความสัมพันธ์กับเบสและความจุแลกเปลี่ยนแคตไอออนได้แก่ นิเกิล ปรอท แมงกานีส และสังกะสี และอีกกลุ่มหนึ่งมีความสัมพันธ์กับแร่เคโอลิไนต์ ซึ่งเป็นธาตุโลหะหนักที่มีความสัมพันธ์กับสภาพความเป็นกรดที่แลกเปลี่ยนได้ ได้แก่ ทองแดง แคดเมียม โครเมียม และอาร์ซีนิก สำหรับตะกั่ว และซีลีเนียม ไม่แสดงความสัมพันธ์ที่ชัดเจนกับแร่ดินเหนียวและสมบัติต่าง ๆ ของดิน ค่าวิเคราะห์โลหะหนักแสดงว่า โลหะหนักที่มีอยู่ในดินภาคกลางส่วนใหญ่มีค่าต่ำกว่า ค่าวิกฤติของดินสำหรับทำการเกษตร และที่อยู่อาศัย แต่มีค่าอาร์ซีนิกสูงกว่าระดับวิกฤติที่กำหนดไว้มากในทุกชุดดิน แต่เกิดจากของวัตถุต้นกำเนิดดิน ไม่ใช่เกิดจากการใช้ที่ดินในทุกลักษณะทั้งทางการเกษตรและการใช้ในด้านอื่น ๆ ซึ่งการศึกษาเพื่อทบทวนค่าวิกฤติของอาร์ซีนิกในระบบดินและพืชในที่ราบภาคกลาง น่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการศึกษาธาตุโลหะหนักในดิน และการกำหนดค่าวิกฤติมาตรฐานสำหรับธาตุนี้