การจัดการปุ๋ยร่วมกับสารปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตของสับปะรดและผลต่อสมบัติของดิน
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาการจัดการปุ๋ยร่วมกับสารปรับปรุงดินเพื่อเพิ่มผลผลิตของสับปะรดและผลต่อสมบัติของดิน มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ทราบถึงผลของการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับสารปรับปรุงดินที่มีต่อการลดการชะละลายธาตุอาหารพืช การเจริญเติบโต และผลผลิตของสับปะรด รวมถึงสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินบางประการ โดยดินที่ใช้ในการศึกษา เป็นดินทรายปนร่วนที่มีอินทรียวัตถุต่ำและเป็นด่างเล็กน้อย ประกอบด้วย 2 การทดลอง การทดลองที่ 1 ศึกษาการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับสารปรับปรุงดินที่มีต่อการลดการชะละลายธาตุอาหารพืชในห้องปฏิบัติการ วางแผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ มี 5 ซ้ำ สิ่งทดลอง คือ รูปแบบการใช้วัสดุปรับปรุงดินร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีแบบต่างๆ มี 9 ตำรับการทดลอง ได้แก่ 1) ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและสารปรับปรุงดิน (control) 2) การใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับการปลูกสับปะรด (IF100%) 3) การใส่ปุ๋ยเคมี IF100% ร่วมกับซีโอไลต์ (zeolites) อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ (IF100%+Z50) 4) การใส่ปุ๋ยเคมี IF100% ร่วมกับเพอไลต์ (perlite) อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ (IF100%+P50) 5) การใส่ปุ๋ยเคมี IF100% ร่วมกับพอลิอะครีลาไมด์ (polyacrylamide, PAM) อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ (IF100%+ PAM3) 6) การใส่ปุ๋ยเคมีอัตรา 75 เปอร์เซ็นต์ของ IF100% (IF75%) 7) การใส่ปุ๋ยเคมี IF75% ร่วมกับซีโอไลต์อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ (IF75%+Z50) 8) การใส่ปุ๋ยเคมี IF75% ร่วมกับเพอไลต์อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ (IF75%+P50) และ 9) การใส่ปุ๋ยเคมี IF75% ร่วมกับ PAM อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ (IF75%+ PAM3) ผลการทดลอง พบว่า การชะละลายของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมส่วนใหญ่เกิดจากปุ๋ยที่ใส่ ความเข้มข้นของธาตุไนโตรเจน และฟอสฟอรัสเพิ่มขึ้นตามปริมาณการใส่ปุ๋ยที่เพิ่มขึ้น (P<0.05) การชะละลายของธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเกิดขึ้นทันทีหลังจากการใส่ปุ๋ยและให้น้ำ และจะลดลงตามวันเวลาที่เพิ่มขึ้น การใช้ซีโอไลต์และเพอไลต์ช่วยลดการสูญเสียไนโตรเจนและฟอสฟอรัสได้ดีกว่าการใช้ PAM (P>0.05) การทดลองที่ 2 ศึกษาผลของการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับสารปรับปรุงดินที่มีต่อการเจริญเติบโต ผลผลิต คุณภาพผลผลิตของสับปะรด ประสิทธิภาพการดูดใช้ปุ๋ย และสมบัติทางเคมีและกายภาพของดินบางประการภายหลังสิ้นสุดการทดลอง วางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design (RCBD) ทำการทดลอง 4 ซ้ำ มี 10 ตำรับการทดลอง ได้แก่ 1) ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและสารปรับปรุงดิน (control) 2) การใส่ปุ๋ยเคมีตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับการปลูกสับปะรด (IF100%) 3) การใส่ปุ๋ยเคมี IF100% ร่วมกับซีโอไลต์ (zeolites) อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ (IF100%+Z50) 4) การใส่ปุ๋ยเคมี IF100% ร่วมกับเพอไลต์ (perlite) อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ (IF100%+P50) 5) การใส่ปุ๋ยเคมี IF100% ร่วมกับพอลิอะครีลาไมด์ (polyacrylamide, PAM) อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ (IF100%+ PAM3) 6) การใส่ปุ๋ยเคมีอัตรา 75 เปอร์เซ็นต์ของ IF100% (IF75%) 7) การใส่ปุ๋ยเคมี IF75% ร่วมกับซีโอไลต์อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ (IF75%+Z50) 8) การใส่ปุ๋ยเคมี IF75% ร่วมกับเพอไลต์อัตรา 50 กิโลกรัมต่อไร่ (IF75%+P50) 9) การใส่ปุ๋ยเคมี IF75% ร่วมกับ PAM อัตรา 3 กิโลกรัมต่อไร่ (IF75%+ PAM3) และ 10) ใส่ปุ๋ยเคมีตามอัตราของเกษตรกร (F) ผลการทดลอง พบว่า การเจริญเติบโต (ความสูง และเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม) ที่อายุ 2 4 6 และ 8 เดือน รวมทั้งความสูงผล และเส้นรอบผลของสับปะรด ที่อายุ 9 10 และ 11 เดือน ให้ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ในทุกตำรับการทดลอง นอกจากนี้ ยังพบว่า สับปะรดที่ระยะเก็บเกี่ยว (อายุ 12 เดือน) มีปริมาณของแข็งที่ละลายน้ำได้ (Soluble solids, SS) ปริมาณกรดที่ไทเทรตได้ (titratable acidity, TA) ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ในน้ำคั้นสับปะรด และค่า L, a และ b ของเปลือกและเนื้อสับปะรด ก็ให้ค่าเฉลี่ยไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) ในทุกตำรับการทดลองเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ในตำรับทดลองที่ IF75%+Z50 ส่งผลให้หนักสดผลผลิต ปริมาณวิตามินซี และปริมาณไนโตรเจนในต้นสับปะรด สูงที่สุด เป็น 10.22 ตันต่อไร่ 13.26 เปอร์เซ็นต์ และ 0.92 เปอร์เซ็นต์ และตำรับทดลองดังกล่าวยังทำให้ รายได้หลังหักต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีและสารปรับปรุงดิน และประสิทธิภาพการดูดใช้ธาตุไนโตรเจนสูงที่สุด เป็น 68,065 บาทต่อไร่ และ 38.59 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ส่วนดินหลังปลูกในทุกตำรับการทดลองที่ใส่ปุ๋ยมี pH (pH 3.90-4.72) เป็นกรดมากกว่ากลุ่มควบคุม (pH 5.03) รวมถึงมีปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ และโพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้สูงกว่ากลุ่มควบคุม ดังนั้น การใส่ปุ๋ยเคมี 75% ของอัตราตามค่าวิเคราะห์ดิน (52.5-22.5-30.0 กิโลกรัม N-P2O5-K2O ต่อไร่) ร่วมกับซีโอไลต์50 กิโลกรัมต่อไร่ (IF75%+Z50) เป็นการจัดการดินและปุ๋ยที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยลดการชะละลายธาตุอาหารพืช เพิ่มน้ำหนักสดผลผลิต และเพิ่มปริมาณวิตามินซี นับเป็นแนวทางที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อระบบการผลิตสับปะรด คำสำคัญ : ปุ๋ย สับปะรด สารปรับปรุงดิน