การศึกษาการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ ตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับข้าวโพด
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ตามค่าวิเคราะห์ดินสำหรับข้าวโพด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการจัดการปุ๋ยสำหรับข้าวโพด โดยใช้คำแนะนำจากโปรแกรมคำแนะนำการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลงในมิติต่าง ๆ ดำเนินงาน 3 ปีการทดลอง (ปี พ.ศ. 2556 – 2558) จำนวนทั้งสิ้น 9 สถานที่ดำเนินการ กระจายไปตามเนื้อดินต่าง ๆ โดยใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวโพดหวานเป็นพืชทดลอง มีการวางแผนการทดลอง จำนวน 2 แบบ คือ การวางแผนการทดลองแบบ Split plot in Randomized Complete Block จำนวน 3 ซ้ำ มี Main plot 2 ระดับ ได้แก่ การไม่ใช้ปุ๋ยหมัก และการใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยหมักอัตรา 2 ตันต่อไร่ ในปีแรก และอัตรา 1 ตันต่อไร่ ในปีที่ 2 และ 3 Sub plot 4 ระดับ ได้แก่ 0.5 0.75 1.0 และ 1.25 ของระดับไนโตรเจนที่แนะนำจากโปรแกรมการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง ส่วนการวางแผนการทดลองอีกแบบคือ Randomized Complete Block จำนวน 3 ซ้ำ มี 6 วิธีการ ได้แก่ การไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 0.5 0.75 1.0 และ 1.25 ของไนโตรเจนที่แนะนำจากโปรแกรมการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลง และการใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 2 ตันต่อไร่ ในปีแรก และอัตรา 1 ตันต่อไร่ ในปีที่ 2 และ 3 การทดลองข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในพื้นที่ที่มีเนื้อดินเหนียวและมีอินทรียวัตถุในดินอยู่ในระดับสูง พบว่า การไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน การลดปุ๋ยไนโตรเจนจากคำแนะนำฯ และการเพิ่มปุ๋ยไนโตรเจนจากคำแนะนำฯ ไม่ทำให้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีผลผลิตเมล็ดแตกต่างจากใส่ปุ๋ยไนโตรเจนตามคำแนะนำฯ การใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 2 ตันต่อไร่ในปีที่ 1 และ 1 ตันต่อไร่ในปีที่ 2 และ 3 ก็ไม่ทำให้ข้าวโพดมีผลผลิตเมล็ดแตกต่างจากการไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราต่าง ๆ ยกเว้นในปีที่ 3 ของแปลงบ้านสันสลีฯ ที่การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 0.75 ของคำแนะนำฯ มีผลผลิตสูงสุด โดยสูงกว่าการไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 37 เปอร์เซ็นต์ และสูงกว่าการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราแนะนำฯ 30 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในพื้นที่ที่เนื้อดินร่วนปนรายและมีอินทรียวัตถุในดินอยู่ในระดับปานกลาง –ระดับค่อนข้างสูง การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทำให้ข้าวโพดมีผลผลิตเมล็ดสูงกว่าการไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน และการลดปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 0.5 ของคำแนะนำฯ ทำให้ข้าวโพดมีผลผลิตเมล็ดลดลงจากการใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำฯ 0 – 23 เปอร์เซ็นต์ การเพิ่มปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 1.25 ของคำแนะนำฯ ทำให้ผลผลิตข้าวโพดมีแนวโน้มลดลง 5 – 8 เปอร์เซ็นต์ การใช้ปุ๋ยหมักอัตรา 1 ตันต่อไร่ ทำให้ผลผลิตเมล็ดต่ำกว่าไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนจนถึงมีผลผลิตข้าวโพดสูงกว่าไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน 28 เปอร์เซ็นต์ การทดลองข้าวโพดหวาน ในพื้นที่ที่มีเนื้อดินร่วนปนทรายและมีอินทรียวัตถุในดินอยู่ระดับค่อนข้างสูง ไม่พบการตอบสนองของข้าวโพดหวานต่อการใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 2 ตันต่อไร่ และการลดหรือเพิ่มระดับไนโตรเจนจากคำแนะนำฯ ส่วนในพื้นที่ที่มีเนื้อดินร่วนปนทรายแป้ง มีอินทรียวัตถุในดินอยู่ในระดับปานกลาง ในปีที่ 1 การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทำข้าวโพดหวานมีผลผลิตฝักสูงกว่าไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน โดยการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 0.5 0.75 และ 1.0 ของคำแนะนำฯ (3.71 5.57 และ 7.42 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่) ทำให้ข้าวโพดหวานมี โดยมีผลผลิตฝักเพิ่มขึ้น 42 54 และ 53 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตรา 1.25 ของคำแนะนำฯ (9.28 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่) ทำให้ผลผลิตฝักมีแนวโน้มลดลง โดยมีผลผลิต 34 เปอร์เซ็นต์ จากไม่ใส่ปุ๋ยเคมี การใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 2 ตันต่อไร่ ทำให้ข้าวโพดหวานมีผลผลิตฝักสูงกว่าไม่ใส่ปุ๋ยเคมี 57 เปอร์เซ็นต์ ส่วนในปีที่ 2 และ 3 มีคำแนะนำไนโตรเจนจากโปรแกรมการจัดการดินและปุ๋ยรายแปลงที่ใช้ค่าจากแบบจำลอง เท่ากับ 4.91 กิโลกรัมไนโตรเจนต่อไร่ กลับไม่พบการตอบสนองต่อการใส่ปุ๋ยไนโตรเจน การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนไม่ทำให้ผลผลิตฝักเพิ่มขึ้นแตกต่างจากการไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจน และการใส่ปุ๋ยหมักอัตรา 1 ตันต่อไร่ ก็ไม่ทำให้ผลผลิตแตกต่างจากการไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนและการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราต่าง ๆ?