การศึกษาวิธีการตรวจหาเชื้อที่นำโดยเห็บแบบใหม่โดยการใช้เทคนิคชีวโมเลกุลค้นหาในตัวเห็บสุนัข (Rhipicephalus sanguineus)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
เห็บเป็นพาหะของเชื้อโรคสําคัญของมนุษย์ และสัตว์ ดังนั้นความสําคัญในการเป็นพาหะนําเชื้อจุลินทรีย์หลากหลายชนิดจึงถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง การตรวจพบเชื้อเหล่านี้โดยตรงจากตัวสัตว์มีข้อจํากัดเฉพาะเวลาที่มีเชื้อปริมาณสูงในกระแสเลือดเท่านั้น การวินิจฉัยการติดเชื้อหรือการสํารวจชนิดเชื้อจากตัวสัตว์พาหะจึงมีความจําเป็น จุดมุ่งหมายของการศึกษาครั้งนี้คือการระบุลักษณะความหลากหลายของเชื้อก่อโรคในสุนัขที่พบในเห็บที่เกาะดูดกินเลือดบนตัวสุนัข เห็บจะถูกเก็บจากสุนัขเลี้ยงจํานวน 30 ตัวต่อกลุ่ม ตัวอย่าง คือ กลุ่มที่ 1 สุนัขเลี้ยงที่เข้ารับการรักษาที่สงสัยว่าป่วยด้วยโรคพยาธิเม็ดเลือด กลุ่มที่ 2 สุนัขเลี้ยงที่เข้ารับการรักษาที่สงสัยว่าป่วยด้วยโรคอื่น ๆ และกลุ่มที่ 3 สุนัขเลี้ยงที่เข้ารับการตรวจสุขภาพทั่วไป โดยเก็บเห็บ 5 ตัวต่อสุนัข 1 ตัว รวมเป็นจํานวนเห็บทั้งสิ้น 150 ตัว และเก็บเลือดจากสุนัขทุกตัวจากทุกกลุ่มเพื่อนํามาทําการตรวจสอบการติดเชื้อที่นําโดยเห็บทั้งจากเลือดสุนัข และตัวเห็บด้วยวิธี PCR เชื้อที่ตรวจประกอบไปด้วยเชื้อ Ehrlichia canis Hepatozoon canis และ Babesia canis จากการตรวจสอบไม่พบการติดเชื้อจากการตรวจ Blood smear และเมื่อนําเห็บที่เก็บไปตรวจสอบเชื้อด้วยเทคนิคชีวโมเลกุลพบเชื้อ Ehrlichia canis ในกลุ่ม 1 จํานวน 10/30 (33%), กลุ่มที่ 2 จํานวน 3/30 (10%) และกลุ่มที่ 3 จํานวน 2/30 (6.6%) พบเชื้อ Hepatozoon canis ในกลุ่ม 1 จํานวน 2/30 (6.6%), กลุ่มที่ 2 จํานวน 1/30 (3.3%) และกลุ่มที่ 3 จํานวน 0/30 (0%) และไม่พบเชื้อ Babesia canis ในทุกกลุ่ม ผลการตรวจจากเลือดที่เก็บไปตรวจสอบเชื้อด้วยเทคนิคชีวโมเลกุลพบเชื้อ Ehrlichia canis ในกลุ่ม 1 จํานวน 15/30 (50%), กลุ่มที่ 2 จํานวน 2/30 (6.6%) และกลุ่มที่ 3 จํานวน 1/30 (3.3%) พบเชื้อ Hepatozoon canis ในกลุ่ม 1 จํานวน 3/30 (9.9%), กลุ่มที่ 2 จํานวน 0/30 (0%) และกลุ่มที่ 3 จํานวน 0/30 (0%) และไม่พบเชื้อ Babesia canis ในทุกกลุ่มเช่นเดียวกับในเห็บ การพบเชื้อ E. canis และ H. canis ในตัวอย่างเห็บสูงกว่าตัวอย่างเลือดในสุนัขกลุ่มที่ 2 และ 3 แสดงให้เห็นถึงการตรวจหาเชื้อในเห็บอาจจะมีประโยชน์สูงในกรณีสุนัขติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการที่อาจมีเชื้อในกระแสเลือดต่ำ แต่สามารถเป็นสัตว์รังโรค และแพร่เชื้อผ่านเห็บได้