การลดก๊าซเรือนกระจกจากระบบการผลิตก๊าซชีวภาพเพื่อใช้เป็นพลังงานทางเลือกจากมูลแพะนมและการเสริมไขมันในอาหารสำหรับฟาร์มแพะนมขนาดต่างกันในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลของประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้แก่ ก๊าซ มีเทน คาร์บอนไดออกไซด์ และไนตรัสออกไซด์จากฟาร์มแพะนมขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ระหว่าง 3 ปีย้อนหลัง (ปี 2558 -2560) และคาร์บอนฟรุตพริ้นของฟาร์มแพะนม 2) ศึกษาอิทธิพลของการเสริมไขมันในระดับที่แตกต่างกันต่อการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก 3) ประเมินประสิทธิภาพและต้นทุนการผลิตของระบบไบโอแก๊สจากมูลแพะ ผลการวิจัย พบว่า 1) ฟาร์มขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก มีจ านวนแพะเฉลี่ย 195, 67.9 และ18.6 ตัว ตามล าดับ มีการปล่อย CH4จากการหมักในระบบย่อยอาหารและจากมูลสัตว์ระดับ เทียร์ 1 เท่ากับ 16.51E-06, 7.49E-06 และ 7.23E-06 ล้านตัน CO2e ตามล าดับ มีการปล่อย N2O จากการจัดการมูลสัตว์เฉลี่ย เท่ากับ 34.40, 13.13 และ 3.65 ล้านตัน CO2e ตามล าดับ อัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากฟาร์มแพะนมเฉลี่ย 137 ตัว พบว่า การปล่อย CH4 จากการจัดการมูลในการบำบัดน้ำเสียในบ่อเกรอะ (ST) มีค่ามากที่สุด รองลงมาคือ กองมูลรวม (SP) พื้นโรงเรือน (SF) และใช้เป็นปุ๋ยปลูกพืช(LA) เท่ากับ 3,270.59?785.07, 174.24?70.83, 120.36?47.42 และ 28.43?14.40 mg m -2 day-1 ตามลำดับ (p?0.05) การปล่อย N2O พบว่า SP มีค่ามากที่สุดรองลงมาคือ ST, SF และ LA เท่ากับ 24.83?6.24, 16.51?4.93, 14.77? 8.58 and 8.51?3.84 mg m-2 day-1 ตามลำดับ (p?0.05) และปริมาณคาร์บอนฟุ้ตพริ้นต์ของน้ำนมแพะดิบ 1 กิโลกรัม เท่ากับ 97.314 kg CO2e yr -1 2) ผลของการเสริมกลีเซอรีนในสูตรอาหารข้นของแพะรีดนม ในระดับ 0, 4, 8 และ 12% พบว่า การเสริมร้อยละ 12 ส่งผลต่อการลดลงของปริมาณฮีมาโตคริตใน เลือดอย่างมีนัยสำคัญ (P < 0.05) มีสัมประสิทธิ์การย่อยได้ไม่แตกต่างกัน (P > 0.05) มีปริมาณวัตถุแห้งของมูลมีแนวโน้มลดลง แต่มีแนวโน้มทำให้ปริมาณโปรตีนในน้ำนมเพิ่มขึ้น (linear effect; P = 0.066) และปริมาณแลคโตสมีปริมาณเพิ่มขึ้นด้วย(quadratic effect; P = 0.099) 3) ประสิทธิภาพการเกิดแก๊สชีวภาพในภาชนะหมักขนาด 1,500 ซีซี โดยการเติมสิ่งทดลองครั้งเดียว และการเติมแบบกะระยะเวลาห่างกันในวันที่ 0, 3 และ 6 ของการหมัก ทดลองระยะเวลา 4 สัปดาห์ พบว่า มูลแพะ:น้ำ:กากน้ำตาล 2/8:3/8:0 เกิดก๊าซชีวภาพมากที่สุด 4,995 ซีซีและในภาชนะหมักขนาด 200 ลิตร ระยะเวลา 7 สัปดาห์ (กำหนดให้มูล และน้ำ ปริมาตร 1 ส่วน มีค่าเท่ากับ 5 ลิตร กากน้ำตาล หน่วยเป็น ซีซี) พบว่า อัตราส่วนมูลแพะ:น้ำ:กากน้ำตาล 2,4,4:9,3,3:80,160,160 เกิดก๊าซชีวภาพมากที่สุด และรองลงมา คือ 2,4,4:2,4,4:80,160,160 และ 2,4,4:3,6,6:0 เท่ากับ 443.77, 292.29 และ 246.40 ลูกบาศก์เมตร ตามลำดับ