การขยายพันธุ์กระเจียวบัวในหลอดทดลองเพื่อการอนุรักษ์พืชหายากในประเทศไทย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
กระเจียวบัวเป็นไม้ประดับที่มีศักยภาพสูง วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อกระเจียวบัวซึ่งเป็นพืชหายากของประเทศไทยได้ถูกพัฒนาขึ้น นำหน่ออ่อนกระเจียวบัวขนาด 1 ซม. เพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร Murashige and Skoog (MS) (1962) ที่เติมฮอร์โมนกลุ่มไซโทไคนิน (BA, Kinetin และ TDZ) ความเข้มข้น 0, 0.1, 0.5, 1, 2, 4, 8 และ 16 มก/ล กลุ่มไซโทไคนินร่วมกัน (Kinetin ร่วมกับ BA และ TDZ) และกลุ่มออกซิน (IAA, IBA และ NAA) ความเข้มข้น 0, 0.1, 0.5, 1, 1.5 และ 2 มก/ล เพื่อชักนำให้เกิดยอดและราก เป็นเวลา 8 สัปดาห์ พบว่าหน่ออ่อนกระเจียวบัวที่เพาะเลี้ยงบนอาหารที่เติม Kinetin ความเข้มข้น 2 มก/ล มีจำนวนยอดเฉลี่ยมากที่สุด 3.00 ยอด/ชิ้นส่วนพืช การชักนำให้เกิดรากโดยนำหน่ออ่อนกระเจียวบัวมาเพาะเลี้ยงบนอาหารสูตร MS ที่เติมฮอร์โมน IAA 1.5 มก/ล มีจำนวนรากเฉลี่ยมากที่สุด 8.53 ราก/ชิ้นส่วนพืช และเมื่อนำหน่ออ่อนกระเจียวบัวที่ผ่าครึ่งตามยาวและไม่ผ่าครึ่งตามยาวมาเพาะเลี้ยงบนอาหารแข็ง อาหารเหลว อาหารแข็งเททับด้วยอาหารเหลวที่เติมฮอร์โมนกลุ่มไซโทไคนินร่วมกับออกซิน พบว่ามีเพียงหน่ออ่อนกระเจียวบัวที่ไม่ผ่าครึ่งตามยาวเพาะเลี้ยงบนอาหารเหลวสูตร MS ที่เติมฮอร์โมน มีจำนวนยอดเฉลี่ยมากที่สุด 4.51 ยอด/ชิ้นส่วนพืช เมื่อนำต้นกล้ากระเจียวบัวที่แข็งแรงออกปลูกในกระถางที่มีวัสดุปลูกต่างกันในสภาพธรรมชาติ พบว่าต้นกระเจียวบัวที่ปลูกด้วยดินปลูก แกลบดำ ทราย และดินปลูกผสมแกลบดำ (อัตราส่วน 1:1) มีอัตราการรอดชีวิตสูงสุด 100%