อิทธิพลของกระแสและความร้อนที่ส่งผลต่อสมบัติทางกลและการกัดกร่อนของเหล็กชุบสังกะสีจากการแล่นประสานแบบมิค
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การแล่นประสานถูกนำมาใช้ในการประกอบชิ้นส่วนเหล็กชุบสังกะสี ด้วยข้อเด่นคือเกิดความร้อน ขึ้นน้อยกว่าการเชื่อมไฟฟ้าแบบทั่วไป แต่อย่างไรก็ตามความร้อนในกระบวนการแล่นประสานที่เกิด ขึ้น ยังสามารถทำให้สังกะสีเกิดการระเหยออกไปได้บางส่วน และส่งผลต่อความสามารถในการต้าน ทานการกัดกร่อนของผิวขึ้นงาน แต่หากควบคุมตัวแปที่ส่งผลต่อความร้อนเข้า ก็สามารถควบคุม ความร้อนที่เกิดขึ้นในกระบวนการได้เช่นกัน ดังนั้นในงานวิจัยนี้จึงได้ทำการศึกษาอิทธิพลของกระแส เชื่อมในการแล่นประสานเหล็กชุบสังกะสี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของกระแสเชื่อมที่ใช้ใน การแล่นประสาน ที่ส่งผลต่อสมบัติทางกล และสมบัติการกัดกร่อน ของแนวแล่นประสาน และบริเวณ ที่ได้รับผลกระทบทางความร้อน ข้อมูลที่ได้สามารถนำไปประเมินความแข็งแรงของชิ้นส่วน อายุการ ใช้งาน และการป้องกันการกัดกร่อนต่อไป ในการทดลองใช้ชิ้นงานเป็นเหล็กชุบสังกะสี แล่นประสาน เข้าด้วยกันในลักษณะซ้อนเกยด้วยระบบอัตโนมัติ โดยใช้กระแสเชื่อมในช่วง 70 A ถึง 95 A การแล่น ประสานเกิดขึ้นภายใต้การบรรยากาศอาร์กอน แนวแล่นประสานผ่านการตรวจสอบด้วยสายตา ชิ้น งานถูกนำไปทดสอบความแข็งแรงของแนวแล่นประสานด้วยเครื่องทดสอบสมบัติทางกลของวัสดุ ผล ที่ได้แสดงให้เห็นว่าความแข็งแรงของขึ้นงานมีค่าใกล้เคียงกันเมื่อกระแสมีค่าเปลี่ยนไป เครื่องสเปกโต รมิเตอร์แบบกระจายพลังงานใช้เพื่อตรวจสอบการระเหยไปของชั้นสังกะสีในบริเวณที่ได้รับผลกระทบ ทางความร้อน จากผลการทดลองพบว่าที่กระแสเชื่อมในการแล่นประสานสูงขึ้นมีแนวโน้มการระเหย ของชั้นสังกะสีมากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อนของผิวชิ้นงาน ความสามารถในการต้านทานการกัดกร่อนทดสอบด้วยเทคนิคโพลาไรเซชันจากการทดสอบพบว่า ศักย์ไฟฟ้ากัดกร่อนของผิวบริเวณที่ได้รับผลกระทบทางความร้อนมีค่าเพิ่มขึ้น และมีกระแสกัดกร่อนที่ ลดลง