การส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยของเยาวชนในสถานศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง โดยใช้คารวธรรม สามัคคีธรรม ปัญญาธรรม
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสถานภาพการเรียนรู้ประชาธิปไตยของเยาวชนในด้าน คารวธรรม ด้านสามัคคีธรรม และด้านปัญญาธรรม 2) เพื่อสร้างรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ ประชาธิปไตย 3) เพื่อทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตย 4) เพื่อ เปรียบเทียบผลการทดลองก่อนกับหลังการใช้รูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตย สถานที่ เป้าหมายเพื่อด าเนินการวิจัย คือ สถานศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยเยาวชนที่เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จ านวน 400 คน โดยค านวณตามสัดส่วน หน่วยตัวอย่าง 4 จังหวัด 16 โรงเรียน สถิติที่ใช้ทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ การวิเคราะห์สมการเชิง โครงสร้าง โดยใช้โปรแกรมลิสเรล (LISREL) และ สหสัมพันธ์เพียรสัน (Pearson Correlation) ผลการวิจัยพบว่า 1. การเรียนรู้ประชาธิปไตยของเยาวชนในสถานศึกษาเป้าหมาย พบว่า มีค่า สัมประสิทธิ์อิทธิพลเรียงล าดับจากมากไปหาน้อย คือ ด้านคารวธรรม และด้านสามัคคีธรรม และ ปัญญาธรรม ซึ่งสองด้านแรกมีผลต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยของเยาวชนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 2. ผลสร้างรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยของเยาวชนในสถานศึกษา เป้าหมายในด้านคารวธรรม และด้านสามัคคีธรรม ได้จัดกิจกรรมในการส่งเสริมการเรียนรู้ ประชาธิปไตยของเยาวชนในสถานศึกษาเป้าหมาย ในด้านคารวธรรม จ านวน 3 กิจกรรม และด้าน สามัคคีธรรม จ านวน 5 กิจกรรม 3. ผลการทดลองใช้และประเมินผลรูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยของ เยาวชนในด้านคารวธรรม และด้านสามัคคีธรรม ได้ท าการทดลองกับนักเรียนมัธยมปลายในจังหวัด ร้อยเอ็ด จ านวน 150 คน และผลการเปรียบเทียบการทดลองก่อนกับหลังการใช้รูปแบบการส่งเสริม การเรียนรู้ประชาธิปไตยของเยาวชนในด้านคารวธรรม และด้านสามัคคีธรรม พบว่า คะแนนก่อนและ หลังทดลองแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนรวมหลังการทดลองสูงกว่า คะแนนรวมก่อนทดลอง ซึ่งหมายความว่าผลการส่งเสริมการเรียนรู้ประชาธิปไตยของเยาวชนดีขึ้น อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ จึงสรุปได้ว่ารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้ของเยาวชนที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นไป ทดลองใช้แล้ว ท าให้ผลการพัฒนาดีขึ้น