การสังเคราะห์อนุภาคนาโนของเงินแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้หางน้ำยาง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
อนุภาคนาโนของเงินถูกสังเคราะห์ด้วยกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้หาง น้ํายางธรรมชาติซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการปั่นน้ํายางสดเพื่อแยกเป็นน้ํายางข้น ในกระบวนการ สังเคราะห์เริ่มจากการเตรียมซิลเวอร์ไนเตรทที่ความเข้มข้น 8 mM ผสมกับหางน้ํายางที่มีปริมาณเนื้อ ยางแห้ง 0.08% เพื่อให้ได้ความเข้มข้นของซิลเวอร์ไนเตรทเป็น 1.2 mM กวนด?วยความเร็ว 100 รอบ ต่อนาที ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 15 นาที จากนั้นตรวจสอบคุณสมบัติ แล้วนําสารแขวนลอยใส่ถุง ไดอะไลซิส (MWCO = 12,000-14,000) เพื่อทําการหยุดปฏิกิริยาเป็นเวลา 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นนํา สารแขวนลอยมาตรวจสอบค่าการดูดกลืนแสง ค่า pH ค่าการนําไฟฟ้า และตรวจสอบสัณฐานวิทยา ด้วยเครื่อง SEM และ TEM จากนั้นเก็บสารต่อไปเป็นเวลา 7 วัน แล้วจึงตรวจสอบสมบัติอีกครั้ง จาก การทดลองพบว่าสารแขวนลอยหลังการผสมเปลี่ยนสีจากขาวเป็นน้ําตาลอ่อนทันที และค่าการ ดูดกลืนแสงอยู่ในช่วง 350-469 nm เมื่อใช้เวลาในการทําปฏิกิริยานานขึ้น ความเข้มข้นของซิลเวอร์ ไนเตรทเพิ่มขึ้น ปริมาณเนื้อยางแห้งเพิ่มขึ้น ปริมาณกลูโคสเพิ่มขึ้น ปริมาณแอมโมเนียเพิ่มขึ้น ทําให้ ค่าการดูดกลืนแสงสูงสุดเลื่อนตําแหน่งไปที่ความยาวคลื่นที่เพิ่มมาก บอกเป็นนัยว่าขนาดของอนุภาค นาโนของเงินใหญ่ขึ้น ในกรณีที่เติมโปรตีน BSA ลงไปมากขึ้นจะส่งผลให้ขนาดของอนุภาคเล็กลง เนื่องจากโปรตีนทําหน้าที่เป็นตัว stabilizing agent นอกจากนี้หลังจากการไดอะไลซิสและเก็บไว้เป็น เวลา 7 วัน พบว่าค่าการนําไฟฟ้าและ pH ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับวันสังเคราะห์ เนื่องจากโมเลกุล ขนาดเล็ก เช่น แอมโมเนีย โปรตีน กลูโคส และซิลเวอร์ไอออนที่ไม่ทําปฏิกิริยาแพร่ออกจากถุง ไดอะไลซิส และเมื่อใช้ซิลเวอร์ไนเตรทเข้มข้น 1.2mM ปริมาณเนื้อยางแห้ง 0.05% ซึ่งเป็นในสภาวะ การสังเคราะห์ที่ดีที่สุด จะทําให้ได้yield ณ วันสังเคราะห์และหลังการทําไดอะไลซิสเท่ากับ 56.67 และ 83.08% ตามลําดับ ภาพวิเคราะห์จาก TEM แสดงให้เห็นว่าอนุภาค ณ วันสังเคราะห์และหลัง การทําไดอะไลซิสมีขนาดเฉลี่ยอยู่ที่ 13.9 nm และ 89.3 nm ตามลําดับ นอกจากนี้ยังพบว่าอนุภาค ณ วันสังเคราะห์และหลังการทําไดอะไลซิสปริมาณ 40 ?g ทําให้เกิดพื้นที่ยับยั้งเชื้อ Escherichia coli ATCC 25922 และ Staphylococcus aureus ATCC 6538P เท่ากับ 8 mm เท่ากัน ในขณะที่ อนุภาคนาโนของเงินที่จําหน่ายเชิงพาณิชย์ (บริษัท Aldrich) ซึ่งมีขนาดเฉลี่ยประมาณ 100 nm นั้น กลับไม่แสดงพื้นที่ยับยั้งแบคทีเรีย