การจัดทำแผนที่ความเหมาะสมของดินส ำหรับปลูกไม้พะยูง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การศึกษาวิเคราะห์หาพื้นที่ที่ เหมาะสมเพื่อการจัดทำแผนที่ความเหมาะสมของดินสำหรับปลูกไม้พะยูง ครั้งนี้ ดำเนินการศึกษาในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยมี วัตถุประสงค์หลัก เพื่อจัดทำแผนที่ความเหมาะสมของดินสำหรับปลูกไม้พะยูง โดยใช้ระบบเทคโนโลยี สารสนเทศภูมิศาสตร์ วิเคราะห์เชิงพื้นที่ด้วยเทคนิค Simple Additive Weighting (SAW : Jack,1999) ซึ่งเป็น วิธีที่นิยมใช้กันในการตัดสินใจเชิง Spatial Multi-attribute or Multi-criteria Evaluation และใช้ร่วมกันได้อย่าง เหมาะสมกับความสามารถของระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ด้านการวิเคราะห์การซ้อนทับ (overlay) ซึ่ง วิธีการดังกล่าว เป็นการกำหนดระดับค่าคะแนนและค่าความสำคัญของตัวแปร ทำการกำหนดชั้นความ เหมาะสมของดินสำหรับปลูกพะยูงในพื้นที่ศึกษา แบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน คือ (1) การจำแนกระดับความ เหมาะสมในแต่ละตัวแปร (2) การจำแนกระดับความเหมาะสมของสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน (3) การกำหนดพื้นที่ที่ เป็นข้อจำกัดในการปลูกไม้พะยูง และ (4) การจำแนกระดับความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับปลูกไม้พะยูง แบ่งระดับ ความเหมาะสมของพื้นที่สำหรับปลูกไม้พะยูง จากการสร้างแบบจำลองความเหมาะสมของพื้นที่ด้วยโปรแกรม สารสนเทศภูมิศาสตร์ มีค่าความเหมาะสมอยู่ระหว่างร้อยละ 0.00 – 100 แบ่งออกเป็น 4 ระดับ คือ ระดับต่ำมาก (very low) มีค่าความเหมาะสมระหว่างร้อยละ 0-25 ระดับต่ำ (low) มีค่าระหว่างร้อยละ 25-50 ปานกลาง (medium) มีค่าระหว่างร้อยละ 51-75 และระดับสูง ( high) มีค่าระหว่างร้อยละ 76-100 ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ พบว่า สามารถคาดคะเนขนาด พื้นที่ที่ตามระดับความเหมาะสมของดินสำหรับปลูกไม้พะยูงในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ และสุรินทร์ โดยมีค่าความเหมาะสมที่ระดับสูง (high) เท่ากับ 11,795,240.84 ไร่ หรือร้อยละ 29.66 ของพื้นที่ศึกษา ระดับปานกลาง (medium) เท่ากับ 17,832,568.66 ไร่ หรือร้อยละ 44.84 ของพื้นที่ศึกษา ระดับน้อย (low) เท่ากับ 6,421,249.21 ไร่ หรือร้อยละ 16.15 ของพื้นที่ศึกษา และ ระดับน้อยมาก (very low) เท่ากับ 3,716,597.02 ไร่ หรือร้อยละ 9.35 ของพื้นที่ศึกษา ซึ่งผลจากการศึกษา ครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการวางส่งเสริมการปลูกไม้พะยูงในพื้นที่ศึกษาครั้งนี้และ พื้นที่อื่นๆ ได้ นอกจากนี้การปลูกสร้างสวนป่าไม้พะยูง จะเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการเพิ่มปริมาณไม้พะยูง อัน จะเป็นการช่วยลดการลักลอบตัดไม้พะยูงที่เป็นสาเหตุของการทำลายแหล่งพันธุกรรมไม้พะยูงในธรรมชาติ ตลอดจนช่วยในการแก้ไขปัญหาความขาดแคลนไม้พะยูงเพื่อการใช้ประโยชน์ต่างๆ ในอนาคตของประเทศ ไทยต่อไป