การศึกษาความได้เปรียบในการลงทุนเชิงธุรกิจระหว่างการปลูกพืชสบู่ดำและไม้ยูคาลิปตัสคาลมาดูเลนซิส
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ในอดีตประเทศไทยเคยมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ แต่ในปัจจุบันประชากรสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นความต้องการในการใช้ทรัพยากรธรรมจึงเพิ่มมากขึ้นเช่นกันโดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไป ได้แก่ ต้นไม้ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นต้น จึงเป็นเหตุผลให้ต้องพยายามหาทางทดแทนธรรมชาติเหล่านี้ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เป็นปัจจัยสำคัญในการตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของประชาชนและเป็นปัจจัยการผลิตทั้งภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม ซึ่งในปัจจุบันประเทศไทยและทุกประเทศมีปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มมากขึ้น ในปี 2473 น้ำมันถูกขุดเจาะขึ้นมาใช้ 17,000 ล้านบาร์เรล และเพิ่มขึ้นเป็น 807, 000 ล้านบาร์เรล ในปี 2540 อัตราการบริโภคน้ำมันของโลกเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒ ทุกปี สำหรับประเทศไทย พบว่ามีพลังงานสำรองไม่มากนัก หากไม่มีการสำรวจค้นพบเพิ่มเติมและยังคงใช้ พลังงานในปริมาณเท่ากับที่ใช้ในแต่ละวัน จะมีน้ำมันดิบใช้อีกเพียง 17 พันล้านล้านตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งไม่พอใช้อย่างแน่นอน ก๊าซธรรมชาติมีใช้อีกเพียง 357 พันล้านล้านล้านตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ นับจากวันนี้อีก ๒๐ ปีจะหมด ถ่านหินลิกไนต์ เหลือมากที่สุดคือ 1,676 พันล้านล้านล้านตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ สามารถใช้ได้อีก ๖๐ ปีจะหมดเช่นกัน ซึ่งต้องพึ่งพาน้ำมันต่างชาติถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไทยมีแหล่งน้ำมันอยู่เพียงร้อยละ ๒ เท่านั้น เมื่อเทียบกับความต้องการใช้ทั้งหมด (เกษร สิทธิหนิ้ว) รวมทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ในเชิงพาณิชย์จึงจำเป็นต้องหาพลังงานทดแทนทางเลือกใหม่ ดังนั้น เพื่อให้มั่นใจว่าในอนาคตจะมีพลังงานใช้กันอย่างเพียงพอ แนวทางในการพัฒนาพลังงานของประเทศจึงต้องคำนึงถึงการใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยพิจารณาการเลือกใช้เชื้อเพลิงที่มีราคาถูกและมีปริมาณที่เพียงพอ รวมทั้งต้องมีผลกระทบต่อสภาวะแวดล้อมน้อย การผลิตไบโอดีเซลเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนจึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ผลิตภัณฑ์ทางด้านการเกษตรที่สามารถนำมาผลิตไบโอดีเซลได้หลายประเภท ได้แก่ น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันสบู่ดำ ซึ่งมีราคาถูกกว่าน้ำมันจากพืชชนิดอื่นและมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับปิโตรเลียมดีเซล สามารถลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศในการนำเข้าน้ำมันดิบ รวมทั้ง ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถย่อยสลายได้ในธรรมชาติและไม่ก่อให้เกิดมลภาวะทางอากาศที่ส่งผลต่อการเกิดสภาวะโลกร้อนเมื่อเปรียบเทียบกับปิโตรเลียมดีเซล ทรัพยากรที่สำคัญอีกประเภทหนึ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนคือทรัพยากรป่าไม้ เนื่องจากแนวโน้มของปริมาณความต้องการไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ไม้ชนิดอื่นๆได้เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการปลูกไม้โตเร็วเพราะสามารถนำไม้ออกมาใช้ประโยชน์ได้ในระยะเวลาสั้น ชนิดไม้เร็วที่นิยมปลูกกันอย่างกว้างขวาง คือไม้ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส ทั้งสามารถปลูกได้ดีในพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ หรือในพื้นที่ที่มีหินมาก ดังนั้น งานวิจัยนี้ได้เห็นถึงความสำคัญในการปลูกพืชสบู่ดำ ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานทางเลือกและไม้ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีส สามารถนำมาใช้เป็นพื้นที่ป่าเศรษฐกิจ ซึ่งทั้งสองล้วนแล้วแต่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสภาพแวดล้อมของประเทศในอนาคตได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้วิจัยจึงทำการวิเคราะห์ความได้เปรียบในการลงทุนเชิงธุรกิจระหว่างการปลูกพืชสบู่ดำและไม้ยูคาลิปตัสคามาลดูเลนซีเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการลงทุน