การพัฒนาถ่านกัมมันต์ประสิทธิภาพสูงจากขี้เลื่อยไม้ยางพาราเพื่อใช้เป็นวัสดุดูดซับและฟอกสีในกระบวนการผลิตกรดซิตริกเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอาง
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
งานวิจัยนี้ศึกษาพัฒนากระบวนการผลิตถ่านกัมมันต์จากขี้เลื่อยไม้ยางพาราสำหรับใช้เป็นวัสดุดชับฟอกสีสารละลายหมักกรดชิตริกด้วยกระบวนการแปรรูปสองขั้นตอน คือ 1) การเปลี่ยนขี้เลือยเป็นโฮโดรชาร์ (HC) ในสารละลายกรด (0.1 M H 2SO4) ที่อุณหภูมิต่ำ (180?) และ 2) การกระตุ้นด้วยโพแทสเชียมไฮดรฮดรอกไซด์ (KOH) และเผาที่อุณหภูมิ 800? โดยแปรอัตราส่วนระหว่างไฮโดรชาร์ต่อเบส (HC.KOH) สี่ระดับ คือ 1:1 1:2 1:3 และ 1:4 โดมวล และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์กับลักษณะทางโครงสร้างและประสิทธิภาพการดูดซับฟอกสีของถ่านกัมมันต์ที่เตรียมได้ จากนั้นศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพของถ่านกัมมันมันต์ที่กระตุ้นด้วยเบสต่างชนิด คือ โซเดียมไฮตรอกไซด์ (NaOH) และถ่านก้มมันต์ทางการค้า (YL303) จากผลการศึกษาพบว่า HC:KOH ที่เหมาะสมคือ 1:3 (AC-KOH3) ให้ประสิทธิภาพการดูดชับฟอกสี (decolorization ratio) 85?4% เนื่องมาจากการมีสัดส่วนปริมาตร mesopore และ micropore ที่เหมาะสม (0.50 และ 0.44 cm3/g) และเมื่อทำการแปรชนิดของเบสเป็น NลOH จะได้ AC-NaOH3 ซึ่งให้ค่า decolorization ratio เท่ากับ 68?3% ต่ำกว่า AC-KOH3 ในขณะที่ตัวอย่างทางการค้า YL303 ซึ่งมีพื้นที่ผิวใกล้เคียงกับ AC-KOH3 (~1700 m3/g) แต่ให้ค่า decolorization ratio สูงกว่า (90?5%) เนื่องจากมีปริมาตร mesopore (1.22 cm3/g) ซึ่งสูงสูงกว่า AC-KOH3 การทดสอบการสูญเสียกรดชิตริกไปในกระบวนการฟอกสีพบว่ามีค่าต่ำ (2-3%) และประประสิทธิภาพในการดูดชับฟอกสีเมื่อใช้ช้ำ 2 ครั้งโดยอาศัยน้ำเป็นตัวชะ มีค่าลดลงเพียง 6% โดยสรุปจะเห็นได้ว่าขนาดของรูพรุนที่อยู่ในช่วง mesopore ส่งผลต่อประสิทธิภาพการฟอกสีของสารละลายหมักกรดชิตริก ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพของถ่านกัมมันต์ด้วยกระบวนการสองขั้นตอนในการเปลี่ยนแปลงไม้ยางพาราเป็นถ่านกัมมันต์ต่อไป