การศึกษาความพึงพอใจและสถิติการแพ้ถุงมือยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ของบุคลากรทางการแพทย์
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
บุคลากรทางการแพทย์ และเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จำนวน 302 คน ส่วนใหญ่เคยใช้ถุงมือยางธรรมชาติและถุงมือยางสังเคราะห์ ไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน แต่ก็พบการอาสาสมัครในจำนวนหนึ่งที่มีการใช้งานมากกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน ซึ่งอาจขึ้นอยู่กับลักษณะงานที่ทำของอาสาสมัครที่ตอบแบบสอบถามนอกจากนี้พบการแพ้จำนวนไม่น้อยจากอาสาสมัครที่เคยใช้ถุงมือยางไม่นาน อาการส่วนใหญ่ ระบุว่า มีอาการคันเป็นผื่นแดง อย่างไรก็ตามเมื่อประเมินการแพ้ด้วยวิธี Patch test กับอาสาสมัครที่มีประวัติการแพ้จำนวน 20 คน พบว่าไม่ปรากฏอาการแพ้ชิ้นส่วนถุงมือยางธรรมชาติและชิ้นส่วนถุงมือยางสังเคราะห์ อาจเป็นไปได้ว่า อาสาสมัครอาจเป็นโรคผิวหนังจากการทำงานที่ผิวหนังมีการสัมผัสกับสารก่อระคายเคือง เช่น สารเคมี สารซักฟอกผ้า น้ำยาล้างจาน ที่เป็นสาเหตุทำลายชั้นผิวหนังบริเวณมือก่อให้เกิดการระคายเคืองได้ง่าย หรือใช้งานเป็นเวลานาน เป็นต้นบางคนอาจเป็นโรคผิวหนังอักเสบแบบ Atopic dermatitis ที่เป็นพันธุกรรม จากการประเมินความพึงพอใจของอาสาสมัครที่เคยใช้ผลิตภัณฑ์ถุงมือยาง พบว่า ถุงมือยางธรรมชาติ ได้คะแนนสูงสุดในเรื่อง จับสิ่งของได้ถนัดมือและความยืดหยุ่น และได้รับคะแนนน้อยในเรื่องการทนต่อการฉีกขาด สำหรับความพึงพอใจของการใช้ถุงมือสังเคราะห์ พบว่า ได้คะแนนความจับสิ่งของได้ถนัดมือน้อยกว่าถุงมือยางธรรมชาติเล็กน้อย แต่ได้รับคะแนนด้านการทนต่อการฉีกขาดมากกว่าถุงมือยางธรรมชาติอย่างไรก็ตามปัจจุบันถุงมือยางมีหลากหลายประเภท และมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน การเลือกใช้งานที่ถูกต้องเหมาะสมก็จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน