ผลของการนวดไทยตอการเปลี่ยนแปลงคุณสมบัตเชิงกลของ กล้ามเนื้อในผู้ป่วยปวดกล้ามเนื้อและพังผืด
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การทำกายภาพบำบัด (Physical Therapy - PT) และการนวดแผนไทย (Traditional Thai Massage - TTM) ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพในการรักษาอาการที่เกิดจากการทำงานในสำนักงานหรือออฟฟิศซินโดรม ที่มีกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด (Myofascial Pain Syndrome) วัตถุประสงค์: เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของการรักษาทางกายภาพบำบัด และการนวดไทย ในการลดความรุนแรงของปวด (VAS), เพิ่มระดับกั้นความปวด (Pain Pressure Threshold หรือ PPT), ลดความบกพร่องของการทำงานของคอ (Neck Disability Index หรือ NDI), เพิ่มการเคลื่อนไหวของคอ (Cervical Range of Motion หรือ CROM), เพิ่มความยืดหยุ่นของลำตัว (Trunk Flexibility หรือ SRB) และความแข็งของเนื้อเยื่อ (Tissue hardness หรือ TH) รวมถึงผลของคุณสมบัติเชิงกลของกล้ามเนื้อ (ความฝืดแข็งของกล้ามเนื้อ หรือ muscle stiffness) ที่ทำการตรวจโดยใช้เทคนิค Magnetic Resonance Elastography (MRE) ในกล้ามเนื้อบ่า หรือ Upper Trapezius (UT) ทำการศึกษาด้วยรูปแบบการทดลองควบคุมแบบสุ่ม (Randomized Control Trial - RCT) ที่มีการออกแบบด้วยการปกปิดอย่างเดียว (single-blinded study design) ทำการศึกษาในอาสาสมัคร 27 คนที่มีอาการออฟฟิศซินโดรมร่วมกับกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อและพังผืด โดยแต่ละรายได้รับการสุ่มให้เข้ารับการรักษาใน 1 ใน 3 กลุ่ม ได้แก่ การรักษาทางกายภาพบำบัด (อัลตราซาวด์, การยืดกล้ามเนื้อแบบผู้อื่นทำให้ และการประคบร้อน) การนวดไทยแบบทั่วร่างกาย กลุ่มควบคุมที่ต้องรอ (waitlist control หรือ WC) การรักษาด้วยกายภาพบำบัดและการนวด ได้รับการรักษา 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ อาสาสมัครทุกรายได้รับการประเมินและบันทึกผลก่อนและหลังการรักษาครั้งแรก และหลังการรักษาครั้งสุดท้ายในสัปดาห์ที่ 2 ผลการศึกษา: พบว่าหลังการรักษาทันทีในครั้งแรก การนวดไทยทั่วร่างกายมีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการรักษาทางกายภาพบำบัด และดีกว่ากลุ่มควบคุม ในการลดความแข็งของเนื้อเยื่อ และเพิ่มการเคลื่อนไหวของคอและความยืดหยุ่นของลำตัวได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.01) ส่วนผลหลังการรักษา 2 สัปดาห์ ทั้งการนวดไทยและกายภาพบำบัดสามารถลดคะแนนความเจ็บปวด ลดดัชนีความบกพร่องของการทำงานของคอ และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของคอ (p < 0.01) นอกจากนี้ การนวดไทยยังเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของคอได้มากกว่าการรักษาทางกายภาพบำบัดถึง 11.32 องศา (95% CI [1.85 องศา ถึง 20.79 องศา], p < 0.05) อย่างไรก็ตาม ไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในคุณสมบัติเชิงกลของกล้ามเนื้อ (muscle stiffness) สรุป: การรักษาด้วยการนวดไทยทั่วร่างกายพบว่ามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับการรักษาทางกายภาพบำบัด ในการลดระดับความรุนแรงของอาการปวด ลดค่าดัชนีความบกพร่องของคอ และเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของคอ ดังนั้น การนวดไทยซึ่งมีการให้บริการอย่างแพร่หลายและมีต้นทุนต่ำกว่า ควรถูกพิจารณาเป็นทางเลือกในการรักษาสำหรับผู้ที่มีอาการออฟฟิศซินโดรม