โครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ปัญหาโรคใบขาวของอ้อย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
ทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาโรคใบขาวอ้อยซึ่งเป็นโรคที่ระบาดทำความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตอ้อย ในภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่นับแสนไร่ ดำเนินการระหว่างปี 2549-2553 ในศูนย์วิจัย และไร่เกษตรกรในเขตที่มีการระบาด โดยแบ่งเป็น 4 กิจกรรมย่อย ได้แก่ 1) การศึกษาศักยภาพของพันธุ์อ้อยทนทานโรคใบขาว 2) การจัดการโรคใบขาวโดยการใช้ท่อนพันธุ์ปลอดโรค 3) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการรณรงค์เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการเกิดโรคใบขาวแบบชุมชนมีส่วนร่วม และ 4) การแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคใบขาวในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ผลการดำเนินงาน พบว่า พันธุ์อ้อยจาก 18 ประเทศ รวม 82 พันธุ์ เมื่อนำมาทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคใบขาวโดยปลูกในไร่อ้อย ที่มีการระบาดของโรครุนแรง พบว่า มี 47 พันธุ์ หรือร้อยละ 57 ที่ไม่แสดงอาการโรคใบขาว ซึ่งเป็นพันธุ์อ้อยในกลุ่ม Phil จากฟิลิปปินส์ และสกุล Erianthus การสำรวจโรคใบขาวและความทนทานต่อโรคของอ้อยป่าและอ้อยลูกผสม พบว่า ทั้งอ้อยและอ้อยป่าแสดงอาการใบขาว ยกเว้นอ้อยในสกุล Erianthus และลูกผสมของอ้อยในสกุลนี้ ที่ตรวจพบเชื้อแต่ไม่แสดงอาการของโรค พบการเสื่อมสภาพของชั้นเซลล์บริเวณเซลล์มีโซฟิลล์อย่างรุนแรงในเนื้อเยื่อใบขาว ชั้นเซลล์ฉีกขาดเห็นเป็นช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างท่อลำเลียง ท่อลำเลียงไม่สมบูรณ์ และมีการสะสมเม็ดแป้งในคลอโรพลาสต์มากกว่าปกติ ส่วนการจัดการโรคใบขาวโดยการใช้ท่อนพันธุ์ปลอดโรค พบว่า สามารถพัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงยอดอ่อนอ้อยในอาหารสูตร MS ที่เติมสาร Benzyl aminopurine (BA) อัตรา 2 มิลลิกรัม/ลิตร จะให้หน่ออ้อยปริมาณมากและการเจริญเติบโตดี โดยการเพาะเลี้ยงในอาหารเหลวอ้อยจะแตกหน่อและเจริญเติบโตรวดเร็วกว่า และเมื่อนำมาเพิ่มปริมาณโดยการแยกหน่อ พบว่า เป็นวิธีการที่สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตท่อนพันธุ์อ้อยปลอดโรคได้อย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มมากกว่า 5 เท่าในโรงเรือนตาข่ายกันแมลงเมื่อแยกปลูกที่อายุ 60 วัน และมากกว่า 10 เท่าในสภาพแปลงผลิตท่อนพันธุ์ เมื่อแยกปลูกที่อายุ 70-85 วัน โดยมีอัตรารอดของหน่อหลังแยกปลูก 85 -100% ทั้งหน่อขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก และเมื่อนำกล้าอ้อยปลอดโรคไปปลูกขยายพันธุ์ในแปลงที่อยู่ห่างจากแปลงอ้อยอื่นๆ อย่างน้อย 1-2 กิโลเมตร หรือปลูกในแหล่งที่ไม่มีการระบาดของโรค จะใช้ขยายพันธุ์ได้ 3-4 รุ่นหรือไว้ตอได้ 3-4 ตอ โดยไม่พบการติดเชื้อเลยในอ้อยปลูก แต่พบในอ้อยตอ 1 และ ตอ 2 ตั้งแต่ 0.01-12% สำหรับวิธีการเดินสุ่มสำรวจและเก็บตัวอย่างเพื่อเฝ้าระวังการกลับมาติดเชื้อใหม่ พบว่าวิธีการเดินแบบขั้นบันไดทแยงทางเดียว ตรวจเช็คโรคทุก 5 แถว ทุก 5 ต้น เก็บตัวอย่าง 2 จาก 4 จุด และการเดินแบบขั้นบันไดทแยงสองทาง ตรวจเช็คโรคทุก 5 แถว ทุก 5 ต้น เก็บตัวอย่าง 4 จาก 8 จุด ให้ผลไม่แตกต่างกัน และเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุด อัตราการแพร่โรคใบขาวผ่านทางท่อนพันธุ์ที่เป็นพาหะของโรค พบว่าท่อนพันธุ์จากแปลงที่เป็นโรค ลำสมบูรณ์จากกอไม่เป็นโรค อาจไม่แพร่โรค หรือแพร่โรคได้ถึง 36.8% ส่วนลำที่มีอาการใบขาวแพร่โรคได้ 100% การกำจัดเชื้อโรคใบขาวในท่อนพันธุ์อ้อยโดยใช้ความร้อน ความเย็น และสารไคโตซาน พบว่าการแช่น้ำร้อนวิธี Dual Hot Water Treatment สามารถกำจัดเชื้อโรคใบขาวได้ดีที่สุด อ้อยแสดงอาการใบขาว 2.0% และเมื่อนำไปปลูกในสภาพไร่ ไม่พบอาการใบขาว และไม่พบเชื้อโรคใบขาวในตัวอย่างอ้อย วิธีการดังกล่าว ยังให้ผลผลิตอ้อยสูงสุด 18 ตันต่อไร่ และมีจำนวนลำสูงสุด 10,313.71 ลำต่อไร่ สำหรับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลและการรณรงค์เพื่อป้องกันและเฝ้าระวังการเกิดโรคใบขาวแบบชุมชนมีส่วนร่วม พบว่า ได้แผนที่การระบาดของโรคใบขาวของอ้อย ใช้เป็นข้อมูลแจ้งเตือนภัยไปยังผู้เกี่ยวข้อง และวางแนวทางในการบริหารจัดการโรคใบขาวในหมู่บ้าน เกษตรกร 2 ราย ที่ไถแปลงอ้อยเป็นโรคใบขาวมากทิ้ง แล้วพักแปลงเพื่อตัดวงจรของโรคนาน 5 เดือน และแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังสลับนาน 10 เดือน หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตมันสำปะหลังแล้วปลูกอ้อยไม่พบการระบาดของโรคใบขาวทั้ง 2 แปลง มีเกษตรกร 3 ราย ปลูกพืชอื่นที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า โดยปลูกหญ้าเลี้ยงวัว ยางพารา และแตงโม เกษตรกร 2 ราย ปลูกอ้อยจากท่อนพันธุ์ปลอดโรคพันธุ์ขอนแก่น 3 ปัจจุบันไม่พบการอาการโรคใบขาวทั้ง 2 แปลง และมีการจัดงานวันรณรงค์เกษตรกรร่วมใจกำจัดโรคใบขาว โดยศูนย์วิจัยพืชไร่ขอนแก่นร่วมกับเกษตรกรในหมู่บ้าน จำนวน 15 ราย ร่วมกันกำจัดอ้อยที่แสดงอาการใบขาว ในพื้นที่ปลูกอ้อยของสมาชิกที่เข้าร่วมงาน โดยการขุดตอที่แสดงอาการใบขาวทิ้ง จำนวน 1,698 ตอ พื้นที่ 178 ไร่ ทำให้การระบาดโรคใบขาวน้อยลง การสูญเสียผลผลิตและความหวานของอ้อยไม่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคใบขาว การจัดการสมดุลธาตุอาหารพืชเพื่อเพิ่มความทนทานของอ้อยที่มีต่อโรคใบขาวในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง พบว่าโรคใบขาวอ้อยมักระบาดมากในฤดูกาลปลูกที่ประสบภัยแล้งรุนแรง (ฝนน้อยและทิ้งช่วงเป็นเวลานานกว่าปกติ) พบในดินเนื้อหยาบ (ทรายจัด) มากกว่าดินเนื้อละเอียด (ดินเหนียว) และที่ระดับความลึก 10-20 เซนติเมตรของดินที่มีความชื้นและความแน่น (มีชั้นดานเทียม) สูงกว่าปกติ อ้อยที่มีเชื้อไฟโตพลาสมาจะแสดงอาการใบขาวหรือไม่ขึ้นกับความเข้มข้นของฟอสฟอรัสในพืชที่มีมากเกินไป จะขัดขวางการดูดใช้ธาตุอาหารพืชอื่นๆ เช่น แมกนีเซียม สังกะสี โพแทสเซียม แคลเซียม และไนโตรเจน จากการทดลองฯ พบว่า การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินร่วมกับการใส่โดโลไมท์และซิลิคอน มีแนวโน้มทำให้เปอร์เซ็นต์ของโรคใบขาวของอ้อยตอ 1 ลดลงมากกว่าใส่ปุ๋ยตามคำแนะนำเดิม การทดสอบฤดูปลูกพบว่า อ้อยที่ปลูกในช่วงเดือนมกราคม และเดือนมีนาคม พบอาการใบขาวน้อยกว่าอ้อยที่ปลูกในช่วงฤดูฝน แม้ว่าจะเป็นพันธุ์อ้อยที่อ่อนแอต่อโรคมาก เช่นพันธุ์ K88-92 ส่วนอ้อยพันธุ์ 94-2-156 ไม่พบอาการใบขาวเลย ในขณะที่ในอ้อยตอ 1 พบว่าอ้อยที่ปลูกและตัดในช่วงเดือนมีนาคม แสดงอาการใบขาวน้อยที่สุด ในขณะที่อ้อยที่ปลูกและตัดในช่วงฝนชุก เดือนสิงหาคม อ้อยทุกพันธุ์แสดงอาการใบขาวมาก แต่พันธุ์ 95-2-156 ยังคงแสดงอาการน้อยกว่า K88-92 และ 94-2-483 จึงสรุปได้ว่าการป้องกันกำจัดโรคใบขาวโดยเลี่ยงการปลูกและตัดอ้อยในช่วงฤดูแล้งจะสามารถลดการเกิดโรคได้แม้ว่าจะเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค สำหรับรูปแบบการกระจาย ของโรคใบขาวอ้อยนั้น ไม่มีรูปแบบที่แน่นอนไม่ว่าจะเป็นในเขตที่มีการระบาดมาก ปานกลาง หรือน้อย พบเพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาล 2 ชนิด คือ Matsumuratettix hiroglyphicus และ Yamatotettix flavovittatus ปริมาณมากในฤดูฝนช่วงเดือนพฤษภาคม–ตุลาคม ของปี ทั้งในไร่เกษตรกรจังหวัดราชบุรีและอุดรธานี และเริ่มลดปริมาณลงในช่วงเดือนพฤศจิกายน–เมษายน ศึกษานิเวศวิทยาของเพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาลในจังหวัดขอนแก่น พบว่า ปี 2550 ดักจับ M. hiroglyphicus สูงสุดปลายเดือนเมษายนจำนวน 37 ตัว (เพศเมีย 30 เพศผู้ 7 ตัว) และ ลดน้อยลงในเดือนมิถุนายน-สิงหาคม Y. flavovittatus ระบาดช่วงเดือนกันยายน-พฤศจิกายน เป็นเพศผู้มากกว่าเพศเมีย และมีปริมาณสูงกว่า M. hiroglyphicus ในปี 2551 จำนวนประชากรของ M. hiroglyphicus น้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับ Y. flavovittatus ที่มีปริมาณสูงกว่าทุกเดือน และสูงสุดเดือนกันยายน 176 ตัว (เพศเมีย 37 เพศผู้ 139 ) แมลงทั้งสองชนิดมีช่วงการระบาดคาบเกี่ยวกันในฤดูฝนเดือนมิถุนายน-ตุลาคม ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเพลี้ยจักจั่นอ้อย Y. flavovittatus มีพฤติกรรมชอบหลบแสงในตอนกลางวัน ซ่อนตัวใต้ใบอ้อย ชอบเล่นไฟในตอนกลางคืน หลังจากผสมพันธุ์ เพศเมียวางไข่ในเนื้อเยื่อใบพืช ฟักออกเป็นตัว 7-10 วัน ตัวอ่อนลอกคราบ 4 ครั้ง มี 5 วัย ระยะตัวอ่อนนาน 20-25 วัน ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ้อยและขับถ่ายมูลหวานทำให้เกิดเชื้อราดำบนใบพืช ทดสอบประสิทธิภาพของสารฆ่าแมลงในห้องปฏิบัติการ และสภาพไร่ โดยพ่นสาร imidacloprid (Confidor 10% SL) อัตรา 15 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร isoprocarb (Mipcin 50% WP) อัตรา 60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร พ่นเชื้อราขาว Beuvaria sp. อัตรา 1 ถุง/น้ำ 5 ลิตร พ่น carbosulfan (Poss 20% EC) อัตรา 50 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร พ่น etofenprox (Trebon 10%EC) อัตรา 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตรเปรียบเทียบกับการไม่พ่นสาร พบว่า ในสภาพห้องปฎิบัติการ ตัวอ่อน Y. flavovittatus ตาย 100%ภายใน 24 ชั่วโมงหลังพ่นสารฆ่าแมลงทุกกรรมวิธี ยกเว้นการพ่นเชื้อราขาว Beauveria sp. และไม่พ่นสาร ในสภาพไร่ พบว่า จำนวนลำ และผลผลิตอ้อยปลูก ในแต่ละกรรมวิธีแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การพ่น etofenprox ให้ผลผลิตสูงสุด 19.24 ตันต่อไร่ แต่ไม่แตกต่างทางสถิติจากการพ่น carbosulfan (19.02 ตันต่อไร่) และ imidacloprid (18.21 ตันต่อไร่) ผลผลิตอ้อยและจำนวนลำต่ำสุดเมื่อไม่พ่นสารและแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากการพ่นสาร สำหรับการแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคใบขาวในเขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง โดยการควบคุมเพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาล พบว่า การใช้สารฆ่าแมลง dinotefuran (Starkle 10%SL) อัตรา 140 มิลลิลิตรต่อไร่ เมื่ออ้อยอายุ 3 เดือนหลังงอก ไปพร้อมกับการให้น้ำแบบน้ำหยอดทางสายยาง สามารถควบคุมเพลี้ยจักจั่นสีน้ำตาลทั้งสองชนิด และโรคใบขาวได้ ศึกษาการติดเชื้อสาเหตุโรคใบขาวในแปลงพันธุ์เขตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างพบว่า มีการติดเชื้อเป็นปริมาณมากในแปลงขยายพันธุ์อ้อยเพื่อการค้าที่จังหวัดสุโขทัย และเพียง 10% ที่จังหวัดชัยนาท การทดสอบเทคโนโลยีการจัดการโรคใบขาว พบว่าเมื่อนำท่อนพันธุ์อ้อยสะอาดพันธุ์ต่างๆ ไปปลูกทดสอบในไร่เกษตรกรที่มีการกำจัดอ้อยที่เป็นโรคและวัชพืชออกจากพื้นที่ พบว่า อ้อยปลูกไม่เป็นโรคใบขาว แต่ในอ้อยตอ 1 ที่จังหวัดสุโขทัยอ้อยพันธุ์อู่ทอง 8 ยังคงทนทานต่อโรคใบขาวมากกว่าพันธุ์อื่น พบโรคใบขาวเพียง 2.1% พันธุ์อู่ทอง 3 พบ 4.9% ส่วนพันธุ์ SR2000-8-3 พบมากถึง 17.3% ที่จังหวัดนครสวรรค์ อ้อยพันธุ์ LK92-11 พบอาการใบขาวมากที่สุดถึง 62.3% อ้อยพันธุ์ อู่ทอง 8 เป็นโรค 12.7% และพันธุ์ RT2001-803 เป็นโรคน้อยที่สุดเพียง 11.5% อย่างไรก็ตามในพื้นที่ดังกล่าวพบอาการใบขาวในแปลงอ้อยตอ เกือบ 50% แสดงให้เห็นว่าการใช้อ้อยที่สะอาดสามารถลดจำนวนใบขาวได้แต่ไม่สามารถกำจัดโรคให้หมดไปได้