กลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจรับใช้สาธารณะ (Public Service Motivation) เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ ภายใต้การทำงานในรูปแบบเครือข่ายการทำงานระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานราชการ และภาคส่วนอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และยโสธร
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจรับใช้สาธารณะในการบริการสาธารณะด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ ของหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา และภาคส่วนอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และยโสธร และเพื่อถอดบทเรียนความร่วมมือข้ามภาคส่วนในการบริการสาธารณะด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ ในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ และยโสธรดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีวิจัยแบบผสม ใช้การสอบถาม การสัมภาษณ์ การสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วม และการสนทนากลุ่ม แบ่งกลุ่มผู้ให้ข้อมูลออกตามวิธีการเก็บข้อมูล ประกอบด้วย 1) การสอบถาม ใช้การเก็บข้อมูลจากการสุ่มแบบง่ายโดยการจับสลากจากหน่วยงานทุกภาคส่วนที่มีภารกิจเกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ เก็บจำนวนหน่วยงานละ 1 ชุด โดยผู้ตอบเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ 2) การสัมภาษณ์ ใช้การสุ่มแบบเจาะจงสัมภาษณ์ผู้บริหารของหน่วยงานแต่ละภาคส่วน 3) การสังเกตการณ์โดยสุ่มแบบเจาะจงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ให้บริการด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ และ 4) การสนทนากลุ่ม เจาะจงผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการโดยตรงของทั้งสี่จังหวัด การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้นำข้อมูลจากการสอบถาม การสัมภาษณ์ มาใช้ประกอบการจัดเวทีสนทนากลุ่ม เพื่อจัดทำกลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจรับใช้สาธารณะภายใต้ความร่วมมือข้ามภาคส่วน จากการรวบรวมแบบสอบถาม ได้รับกลับคืนมาจำนวน 298 ชุด คิดเป็นร้อยละ 89.49 ของจำนวนกลุ่มตัวอย่าง สัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจากทุกภาคส่วน จำนวน 28 ราย คิดเป็นร้อยละ 100.00 ของจำนวนผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด สังเกตการณ์ผู้ปฏิบัติงานจำนวน 8 ราย และจัดเวทีสนทนากลุ่ม โดยผู้เข้าร่วมเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการโดยตรงของทั้งสี่จังหวัด ผลการวิจัยพบว่า 1. กลยุทธ์การสร้างแรงจูงใจรับใช้สาธารณะด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการที่หน่วยงานทุกภาคส่วน ใช้จูงใจผู้ปฏิบัติงานให้มีแรงจูงใจรับใช้สาธารณะ ซึ่งได้มาจากการสัมภาษณ์ จำแนกออกเป็น 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และการสื่อสารสร้างความตระหนัก สอดคล้องกับระดับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีต่อการใช้กลยุทธ์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และการบริหารค่าตอบแทน อยู่ในระดับมากในทั้งสองกลยุทธ์ และเมื่อนำผลดังกล่าวไปประกอบการจัดเวทีสนทนากลุ่ม จนได้เป็นร่างกลยุทธ์ 5 กลยุทธ์ด้วยกัน ซึ่งพบความเชื่อมโยงกับกลยุทธ์เดิมที่มีการดำเนินการในหน่วยงานแต่ละภาคส่วนแล้ว ได้แก่ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์ และการส่งเสริมการประกอบอาชีพ การสร้างจิตสำนึกสาธารณะและการยอมรับศักยภาพของผู้สูงอายุและผู้พิการ การประชาสัมพันธ์ให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และการบริหารทรัพยากรมนุษย์เชิงกลยุทธ์สำหรับการบริการผู้สูงอายุและผู้พิการ และมีกลยุทธ์ใหม่ซึ่งได้มาจากเวทีการสนทนากลุ่มคือ การจัดทำและขับเคลื่อนแผนการสร้างเครือข่ายและการบูรณาการการทำงานด้านผู้สูงอายุและผู้พิการระดับจังหวัด 2. ประเด็นการถอดบทเรียนความร่วมมือข้ามภาคส่วน แบ่งขั้นตอนของความร่วมมือข้ามภาคส่วน ออกเป็น 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 มีความร่วมมือกัน พบว่า ทุกภาคส่วนมีความร่วมมือข้ามภาคส่วน รูปแบบความร่วมมือทั้งแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ขั้นตอนที่ 2 การกำหนดกรอบของความร่วมมือ ยังไม่มีการกำหนดกรอบความร่วมมือข้ามภาคส่วน ขั้นตอนที่ 3 เกิดการเคลื่อนย้ายทรัพยากรระหว่างกันนั้น ส่วนใหญ่พบการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในหน่วยงานราชการและสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา ขณะที่ระหว่างหน่วยงานราชการ หน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ส่วนใหญ่เป็นการสนับสนุนงบประมาณ และบุคลากร และขั้นตอนที่ 4 มีการสังเคราะห์ความร่วมมือ พบว่าส่วนใหญ่ยังไม่มีการดำเนินการร่วมกัน ขณะที่ จากการสังเกตการปฏิบัติงานนั้น สิ่งที่พบส่วนใหญ่พบเพียงขั้นตอนแรกของความความร่วมมือข้ามภาคส่วน เนื่องด้วยข้อจำกัดเรื่องช่วงเวลาสุ่มสังเกต ทั้งนี้ จากการรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ ผู้วิจัยได้สกัดปัจจัยเกื้อหนุนและปัจจัยอุปสรรคต่อความร่วมมือข้ามภาคส่วน โดยปัจจัยเกื้อหนุนที่พบ จำแนกออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะการมีเครือข่ายในการทำงาน ผู้นำและบุคลากร 2) ปัจจัยด้านเงินงบประมาณ สำหรับใช้สนับสนุนการดำเนินงานด้านผู้สูงอายุและผู้พิการ 3) ปัจจัยด้านการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์สภาพจริง และ 4) ด้านอื่นๆ โดยเฉพาะการมีพื้นที่สนับสนุนสำหรับจัดกิจกรรมต่างๆ ส่วนปัจจัยอุปสรรคต่อความร่วมมือข้ามภาคส่วน จำแนกเป็น 4 ด้านเช่นกันได้แก่ 1) ปัจจัยด้านทรัพยากรมนุษย์ โดยปัจจัยอุปสรรคสำคัญในด้านนี้คือข้อจำกัดด้านบุคลากร 2) ปัจจัยด้านเงินงบประมาณ พบว่าการเข้าถึงสิทธิ การบริการ และแหล่งทุนของผู้สูงอายุและผู้พิการเป็นปัจจัยอุปสรรคสำคัญ 3) ปัจจัยด้านการบริหารจัดการ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดคือ เรื่องของการมีระเบียบขั้นตอนมาก และซับซ้อน และ 4) ปัจจัยด้านอื่นๆ ซึ่งพบว่าปัจจัยเรื่องการเดินทางเป็นปัจจัยอุปสรรคสำคัญที่สุด ในส่วนของข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไปนั้น ควรจะศึกษาอิทธิพลของปัจจัยเกื้อหนุน และปัจจัยอุปสรรคของความร่วมมือข้ามภาคส่วนในการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการ และควรจะวิเคราะห์ถึงรูปแบบและวิธีการสังเคราะห์ความร่วมมือข้ามภาคส่วนในการดูแลผู้สูงอายุและผู้พิการด้วย