โครงการการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ภายใต้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สู่เศรษฐกิจ BCG (เศรษฐกิจพอเพียง_3)
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
พื้นที่เป้าหมายในครั้งนี้มีการดำเนินการในพื้นที่ 4 จังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเหล่าจั่น ตำบลแกดำ อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปลงใหญ่ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวตำบลบ้านต้อน อำเภอรัตนวาปี จังหวัดหนองคาย กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านน้อยจอมศรี ตำบลฮางโฮง อำเภอเมืองสกลนคร จังหวัดสกลนคร และกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านไร่ปลูกรักษ์ภูหอ ตำบลภูหอ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย คัดเลือกเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ ประกอบด้วย พื้นที่จังหวัดหนองคาย คัดเลือกเทคโนโลยี เตาเผาแกลบไร้ควัน (พลังงานชีวมวลจากแกลบ) เครื่องสูบน้ำผิวดินพลังงานแก๊สชีวภาพ (LPG) เครื่องสูบน้ำพลังงานโซลาร์เซลล์ และเครื่องหยอดเมล็ดพันธุ์ข้าวนาแห้ง (พ่วงรถไถเดินตาม) พื้นที่จังหวัดสกลนคร คัดเลือกเทคโนโลยีเตาเผาแกลบไร้ควัน (พลังงานชีวมวลจากแกลบ) และเครื่องสูบน้ำใต้ดินพลังงานไฮบริด (กังหันลม – โซลาร์เซลล์) พื้นที่จังหวัดมหาสารคาม คัดเลือกเทคโนโลยีเครื่องนึ่งข้าวงอกประสิทธิภาพสูง และพื้นที่จังหวัดเลย คัดเลือกเทคโนโลยีโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ ผลการประเมินประสิทธิภาพของเทคโนโลยีพลังงานสะอาดที่เลือกใช้ พบว่า การใช้พลังงานสำหรับการสูบน้ำ เพื่อการบำรุงรักษาแปลงนาพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อเทียบกับระบบสูบน้ำโดยเชื้อเพลิงอื่นๆ พบว่า เครื่องสูบน้ำพลังงานโซล่าเซลล์ มีอัตราการสูบน้ำที่น้อยกว่าเชื้อเพลิงอื่นๆ และใช้ระยะเวลานานกว่า แต่ไม่มีอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง และไม่มีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น ในขณะที่เครื่องสูบน้ำพลังงานแก๊ส LPG ที่มีกำลังเท่ากับเครื่องสูบน้ำเครื่องยนต์เบนซินปกติ สามารถประหยัดพลังงานไปได้กว่า 70 บาท/ไร่ ส่วนเปรียบเทียบผลของการใช้พลังงานในการทำนา ในพื้นที่ 1 ไร่ เมื่อเทียบกับการทำนาหว่าน และการทำนาดำ โดยพบว่า ในการทำนาหยอดด้วยเครื่องหยอดข้าว จะใช้ระยะเวลาน้อยกว่าการทำนาหว่าน 5 นาที/ไร่ (ใช้ระยะเวลาเพียง 15 นาที) โดยใช้กำลังแรงงานเพียง 1 คน และยังใช้เมล็ดพันธุ์ที่น้อยกว่าทั้งนาหว่านและนาดำ โดยใช้เพียง 5.00 กิโลกรัม/ไร่ นอกจากนี้ยังได้ต้นข้าวที่เรียงเป็นระเบียบ มีระยะห่างที่เท่ากัน ทำให้สะดวกต่อการบำรุงรักษาเช่นเดียวกับนาดำ ผลของการใช้พลังงานในการนึ่งข้าวฮางงอก 1 รอบการผลิต (600 กิโลกรัม) พบว่า เครื่องนึ่งข้าวฮางงอก สามารถลดระยะเวลาในการนึ่งข้าวลงกว่า 75% จาก 60 นาที เหลือเพียง 15 นาที และสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซื้อแก๊สหุงต้มกว่า 186 บาท/รอบการผลิต หรือประมาณ 3,720 บาท/เดือน ส่วนในกระบวนการผลิตข้าวแต๋น พบว่า โรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ สามารถลดระยะเวลาใน การตากได้มากกว่า 2 วัน ซึ่งหนึ่งวันต้องใช้คนงาน 10 คน ซึ่งถือว่าสามารถลดค่าแรงคนงานไปได้กว่า 20 แรงงาน หรือคิดเป็นมูลค่า (ค่าแรง) 6,000 บาท/รอบการผลิต และที่สำคัญโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์สามารถกันฝุ่นละออง และมูลสัตว์ได้เนื่องจากเป็นพื้นที่ปิด คำสำคัญ : เทคโนโลยีพลังงานสะอาด นาหยอด พลังงานชีวมวล