โครงการมหาวิทยาลัยแม่ข่าย ด้านมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ชื่อผู้แต่งข้างต้นเป็นข้อความจากระเบียนผลงาน ไม่ได้ผูกกับรหัสนักวิจัย จึงกดดูผลงานอื่นของบุคคลนี้ไม่ได้ — ในคลังนี้ 142,080 ผลงาน (63.6% ของทั้งหมด) มีชื่อผู้แต่งที่เชื่อมกับหน้าผู้แต่งได้ และ 60,298 ผลงาน (27.0%) มีผู้แต่งที่ผูกกับรหัสนักวิจัยจริง ส่วนอีก 81,382 ผลงานไม่มีข้อมูลผู้แต่งเลย (มีชื่อผู้แต่งเป็นข้อความอยู่ 142,009 ผลงาน = 63.5%)
บทคัดย่อ
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ดำเนินโครงการมหาวิทยาลัยแม่ข่ายด้านมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ มาตั้งแต่ปี 2560 ในฐานะเป็นกลไกหนึ่งในการพัฒนาด้านมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี การดำเนินงานของปี 2566 (มีนาคม 2566 – กุมภาพันธ์ 2567) ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1) การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ โดยได้จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ รวม 2 ครั้ง มีผู้เข้าร่วมอบรมจากสถาบันลูกข่าย และผู้สนใจทั่วไป จำนวน 242 คน 2) การขยายผลสร้างเครือข่ายด้านความปลอดภัยห้องปฏิบัติการระดับลูกข่าย (sub-node) สามารถเพิ่มจำนวนห้องปฏิบัติการใหม่เข้าร่วมกิจกรรมขับเคลื่อนยกระดับความปลอดภัย จำนวน 16 ห้องปฏิบัติการ จาก 6 หน่วยงาน โดยพบว่า ห้องปฏิบัติการมีคะแนนเฉลี่ยหลังจากดำเนินกิจกรรมยกระดับ คือ ร้อยละ 73.5 โดยองค์ประกอบที่ได้รับการยกระดับสภาพความปลอดภัยมากที่สุด ได้แก่ องค์ประกอบที่ 3.2 การจัดเก็บของเสีย 3) การธำรงรักษาด้านความปลอดภัยห้องปฏิบัติการและยกระดับความปลอดภัยห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมต่อเนื่องของห้องปฏิบัติการเดิม โดยมีห้องปฏิบัติการเดิมเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 20 ห้อง จาก 5 หน่วยงาน ซึ่งพบว่าห้องปฏิบัติการมีคะแนนเฉลี่ยหลังจากดำเนินกิจกรรม คือ ร้อยละ 84.9 โดยองค์ประกอบที่สภาพความปลอดภัยมากที่สุด ได้แก่ องค์ประกอบที่ 3.1 การจัดการข้อมูลของเสีย และ 4) การส่งโปสเตอร์ผลการดำเนินงานยกระดับความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการ จำนวน 10 ห้อง เข้าร่วมนำเสนอในการประชุมวิชาการประจำปีด้านมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ เครือข่ายวิจัยภูมิภาค : ภาคกลาง โดยมี 2 ห้อง ได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการดีเด่น Best Practice และ 4 ห้องปฏิบัติการได้รับรางวัลห้องปฏิบัติการดีมาก จากการดำเนินกิจกรรมในข้อ 2) และ 3) ห้องปฏิบัติการที่เข้าร่วมได้สะท้อนถึงประเด็น ที่ควรคำนึงถึงและพัฒนาทางแก้ไข ได้แก่ 1) งบประมาณ เนื่องจากเป็นการปรับปรุงขนาดใหญ่หรือเป็นการปรับปรุงที่เกี่ยวข้องกับส่วนงานอื่น ๆ ร่วมด้วย 2) บุคลากรหรือเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงานมีภาระประจำมาก และหรือจำนวนเจ้าหน้าที่น้อย 3) ระบบกายภาพหรือสถานที่ พบว่ามีข้อจำกัดในเรื่องพื้นที่คับแคบ ไม่เพียงพอ และ 4) การขาดความเข้าใจในเรื่องการบริหารความเสี่ยง นอกจากนี้ยังพบว่าการสื่อสารและการมีส่วนร่วมในองค์กรเป็นหนึ่งปัจจัยสู่ความสำเร็จ ห้องปฏิบัติการระบุว่าสามารถนำผลจากการดำเนินงานไปใช้ประโยชน์ต่อได้ เช่น ลดความเสี่ยงและอุบัติเหตุต่าง ๆ ใช้เป็นข้อมูลสำหรับการจัดทำ UI GreenMetric BCG และ SDGs ของมหาวิทยาลัยได้ จากการดำเนินโครงการฯ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2560 คณะทำงานมีข้อเสนอแนะต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาความปลอดภัยของห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสารเคมี ดังนี้ 1. การสร้างมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีให้เป็นมาตรฐานสำคัญที่จำเป็นต้องดำเนินการในทุกหน่วยงาน ดังนั้นจึงควรมุ่งเน้นงานวิจัยหรือพัฒนารูปแบบหรือกลไกที่จะสร้างความสำคัญให้กับมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการ หรือสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับหน่วยงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยห้องปฏิบัติการให้มากขึ้น เช่น การผลักดันให้เป็นประเด็นพิจารณาในการจัดลำดับมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงาน และการตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการทั้งในระดับประเทศและระดับนานาชาติ เป็นต้น 2. หน่วยงานสามารถเริ่มต้นดำเนินการพัฒนาความปลอดภัยห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา กล่าวคือ สามารถเข้าถึงเครื่องมือหรือการสนับสนุนต่าง ๆ เช่น การให้คำปรึกษา การตรวจประเมิน และงบประมาณ เป็นต้น ได้ตลอดเวลาตามความพร้อมของแต่ละห้องปฏิบัติการ เช่น การมุ่งสู่การขับเคลื่อนด้วยระบบดิจิทัล หรือการสร้างช่องทางให้หน่วยงานลูกข่ายสามารถขอทุนสนับสนุนจาก วช. เพื่อทำโครงการยกระดับความปลอดภัยห้องปฏิบัติการของตนเองในระดับมหาวิทยาลัยหรือคณะได้โดยตรง เพื่อให้สามารถพัฒนาได้ในภาพรวมขององค์กร เป็นต้น 3. การพัฒนาเครื่องมือสนับสนุนการบริหารความเสี่ยง (ESPReL องค์ประกอบ 5.1) ในระดับห้องปฏิบัติการให้มีประสิทธิผล เพื่อช่วยให้บุคลากรของห้องปฏิบัติการนำไปประยุกต์ใช้ในงานของตนเองได้ เนื่องจาก โดยส่วนใหญ่ยังพบว่าห้องปฏิบัติการมีความเข้าใจในเรื่องการประเมินความเสี่ยงห้องปฏิบัติการค่อนข้างน้อย